รายการ “รับมือโลกที่เปลี่ยนไป” ประเดิมคลิปแรกด้วยประเด็นร้อนที่กระทบคนไทยทุกครัวเรือน กับหัวข้อ “ทำไมมากินอาหารออร์แกนิก” โดยมี สุชัย เจริญมุขยนันท เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งรายการนี้จัดทำขึ้นเพื่อสะท้อนสถานการณ์โลกและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะปัญหาความมั่นคงทางอาหารและการปนเปื้อนของสารพิษในชีวิตประจำวัน โดยได้เชิญตัวแทนผู้บริโภคตัวจริงจาก “ตลาดกินสบายใจ” มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ได้แก่ นิศา ทองบ่อ พยาบาลวิชาชีพ, เอื้อมพร สายเสมา ข้าราชการครูบำนาญ และนงนุช แมกซ์เตอร์ ผู้บริโภคขาประจำ เพื่อหาคำตอบว่าทำไมคนยุคใหม่ต้องหันมาใส่ใจอาหารอินทรีย์
เริ่มต้นที่มุมมองจากผู้บริโภคในพื้นที่ นงนุช แมกซ์เตอร์ ซึ่งให้สัมภาษณ์ผ่านทางรายการขณะเลือกซื้อสินค้าที่ตลาดกินสบายใจ บริเวณศูนย์มะเร็ง จ.อุบลราชธานี เปิดเผยว่า ตนเป็นลูกค้าประจำตั้งแต่ตลาดเปิดในปี 2562 โดยเลือกซื้อผักและเห็ดเพื่อไปประกอบอาหาร แม้ตนเองจะเป็นแม่ค้าขายไส้กรอกอีสาน แต่ให้ความสำคัญกับสุขภาพเป็นหลัก นงนุชกล่าวว่า การเลือกซื้อผักอินทรีย์ที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง ทำให้เกิดความสบายใจ มั่นใจในตัวแม่ค้าและผู้ผลิต ทั้งยังมีราคาที่จับต้องได้ เธอย้ำว่าการกินอาหารเหล่านี้เปรียบเสมือน “อาหารเป็นยา” ส่งผลให้สุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย และไม่ต้องพึ่งยาจากหมอ ซึ่งดีกว่าการไปซื้อผักทั่วไปตามท้องตลาดที่แม้จะมียารักษาแต่ก็เสี่ยงกับสารเคมีสะสม
ทางด้าน นิศา ทองบ่อ หรือ พี่อู๊ด พยาบาลวิชาชีพผู้ดูแลผู้ป่วยโรคไต สะท้อนภาพความจริงที่น่าตกใจว่า ปัจจุบันพฤติกรรมคนเปลี่ยนไปมาก ผู้ป่วยโรคไตเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเขต 10 พบว่าสถานบริการฟอกไตเทียมเพิ่มขึ้นจาก 52 แห่ง เป็น 115 แห่งในปีต่อมา สาเหตุสำคัญมาจากการบริโภคอาหารที่มีสารปนเปื้อน ทำให้เธอตระหนักว่าในฐานะเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ควรทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีในการดูแลสุขภาพ เพื่อให้คำแนะนำคนไข้ได้อย่างเต็มปาก นิศายังชี้ให้เห็นว่า หากประชากรเจ็บป่วย จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งต่อครอบครัวและงบประมาณแผ่นดิน การหันมาบริโภคอาหารอินทรีย์จึงเป็นทางออกที่ยั่งยืน
สอดคล้องกับ เอื้อมพร สายเสมา หรือ พี่เอื้อม อดีตข้าราชการครู ที่เปิดเผยว่า จุดเปลี่ยนเกิดจากความกังวลเรื่องสารเคมีตกค้างในผักผลไม้ที่มีการเปิดเสรีทางการค้าและนำเข้าจากต่างประเทศ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการฟังรายการวิทยุ Headline บ่ายวันนี้ และเข้าร่วมกิจกรรมกับเครือข่าย “กินสบายใจ” ของมูลนิธิสื่อสร้างสุข ทำให้ได้ลงพื้นที่เห็นแหล่งผลิตจริง ได้พูดคุยกับเกษตรกร จนเกิดความมั่นใจและเปลี่ยนวิถีการกินมาเป็นอินทรีย์กว่า 80% ของชีวิตประจำวัน เอื้อมพรมองว่าการดูแลสุขภาพในช่วงวัยเกษียณเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อไม่ให้ตนเองเป็นภาระของลูกหลาน
ในรายการยังมีการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง “ตลาดอินทรีย์” กับ “ตลาดทั่วไป” ไว้อย่างน่าสนใจ โดยผู้ร่วมรายการเห็นตรงกันว่า การซื้อจากตลาดอินทรีย์อย่างกินสบายใจ คือการได้พบผู้ผลิตโดยตรง ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันเหมือนญาติมิตร สามารถสอบถามแหล่งที่มาและวิธีการปลูกได้ ซึ่งต่างจากผักในตลาดทั่วไปที่มักไม่ทราบแหล่งที่มาแน่ชัดและอาจมีสารเคมีตกค้าง นอกจากนี้ ตลาดกินสบายใจยังมีระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) ที่ให้เกษตรกรและผู้บริโภคตรวจสอบกันเอง สร้างความมั่นใจในความปลอดภัยสูงสุด
ประเด็นสำคัญทิ้งท้ายคือแนวคิดที่ว่า “การกินอาหารอินทรีย์ เท่ากับการช่วยโลก” เอื้อมพรเปรียบเปรยด้วยวลี “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” โดยขยายความว่า การที่ผู้บริโภคสนับสนุนเกษตรกรอินทรีย์ เป็นการช่วยลดการนำเข้าปุ๋ยเคมีและสารพิษ ซึ่งส่งผลดีต่อระบบนิเวศ ลดภาวะโลกร้อน และช่วยเศรษฐกิจฐานรากให้หมุนเวียน ด้านนิศาเสริมว่า การบริโภคผักผลไม้ที่ปลอดภัยช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวานและความดัน และยังช่วยให้เกษตรกรมีสุขภาพดีจากการไม่สัมผัสสารเคมี
ทั้งนี้ ผู้ร่วมรายการทิ้งท้ายฝากถึงผู้บริโภคว่า อาหารอินทรีย์แตกต่างจากอาหารทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เพราะปลอดภัยจากสารพิษสะสมที่อาจก่อมะเร็ง การหันมาดูแลตัวเองด้วยอาหารอินทรีย์จึงเป็นการแสดงความรักต่อตัวเองและคนในครอบครัวอย่างแท้จริง

