รายการ “รับมือโลกที่เปลี่ยนไป EP.2” ดำเนินรายการโดย คุณสุชัย เจริญมุขยนันท ได้พาผู้ชมไปเจาะลึกถึงเหตุผลเชิงลึกว่าทำไมผู้คนในยุคนี้จึงควรหันมาบริโภคอาหารอินทรีย์ โดยตั้งคำถามสำคัญเจาะลึกไปยังผู้ร่วมรายการทั้งฝั่งผู้ประกอบการและผู้บริโภคแบบเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนที่สุด
เริ่มต้นจากคำถามที่ว่า ทำไมร้านอาหารสุขภาพถึงต้องเจาะจงใช้วัตถุดิบอินทรีย์? คุณบุญธง โสภาจันทร์ เจ้าของร้าน “หมี่คลุก by กิ่ง” ให้คำตอบอย่างชัดเจนว่า ทางร้านเลือกใช้มะนาวออร์แกนิกสัปดาห์ละ 150-200 ลูกจากเกษตรกรเจ้าประจำเพียงแห่งเดียวเท่านั้น เนื่องจากเมนูของร้านเน้นสุขภาพเป็นหลัก เช่น สลัดโรล ซีซาร์แซลมอน และหมี่คลุกไก่ฉีก ซึ่งมะนาวอินทรีย์มีจุดเด่นคือน้ำจะไม่เปรี้ยวโดดเกินไป ทำให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมลงตัว ทั้งหวาน เผ็ด นัว และมีรสเปรี้ยวตัด จนลูกค้าประทับใจและมั่นใจในความปลอดภัย
เมื่อถูกถามถึง จุดเริ่มต้นที่หันมาบริโภคอาหารอินทรีย์และผลลัพธ์ที่ได้คืออะไร? คุณจินตะหลา วิระมาตย์ ผู้บริโภคจากตลาดกินสบายใจ เล่าว่าเริ่มรู้จักตลาดนี้มาถึง 15 ปี จากอดีตที่เป็นคนกินผักยากเพราะรู้สึกเหม็นเขียว แต่พอเปลี่ยนมาเป็นผักอินทรีย์กลับสามารถทานได้เป็นกิโลกรัม ส่งผลให้ระบบขับถ่ายกลับมาเป็นปกติโดยไม่ต้องพึ่งยา และมีคนทักว่าผิวพรรณหน้าใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญยังส่งผลดีไปถึงลูกชายวัย 9 ขวบที่หันมาทานสลัดผักอินทรีย์จนหมดเกลี้ยง นำไปสู่การจุดประกายให้เธอเริ่มซื้อดินและเมล็ดพันธุ์มาปลูกผักเองที่หน้าบ้าน
ทางด้าน อาจารย์ไสว ผลยา ได้ตอบคำถามเดียวกันนี้ว่า จุดเปลี่ยนคือการได้ไปลงพื้นที่สัมผัสเกษตรกรตัวจริงที่ปลูกผักอินทรีย์ และได้รับรู้เรื่องราวของเกษตรกรที่สามารถรักษาโรคตับแข็งให้หายได้ด้วยการทำและกินอาหารออร์แกนิก ทำให้เชื่อมั่นว่าสิ่งที่บริโภคเข้าไปคือสิ่งมีชีวิตที่ไปสร้างชีวิตในร่างกาย ผลลัพธ์ที่อาจารย์สัมผัสได้กับตัวเองคือ น้ำหนักตัวลดลงจาก 89 กิโลกรัม เหลือ 70 กิโลกรัม สามารถปรับลดการทานอาหารเหลือเพียง 2 มื้อต่อวัน นอนหลับสบายและมีสุขภาพโดยรวมที่ดีขึ้น
ในประเด็นคำถามที่ว่า มีหลักการพิจารณาเลือกซื้อผักอินทรีย์อย่างไรให้มั่นใจ? คุณจินตะหลาเน้นย้ำถึงการดูแหล่งที่มาเป็นหลัก โดยเล่าประสบการณ์ว่าเคยมีความเชื่อผิดๆ ว่าผักที่มีรอยแมลงกัดเจาะคือผักปลอดภัย แต่ภายหลังพบว่าแม่ค้าบางรายตามตลาดทั่วไปมีเทคนิคทำให้ใบเป็นรูเพื่อหลอกผู้บริโภค ตั้งแต่นั้นมาจึงเลือกซื้อเฉพาะที่ตลาดกินสบายใจเพราะได้เห็นหน้าคนปลูก ทราบแหล่งที่มา และมั่นใจในมาตรฐาน ส่วนอาจารย์ไสวเสริมว่า การเลือกซื้อต้องอาศัยความเชื่อใจและระยะเวลาที่ยาวนาน โดยเลือกอุดหนุนกลุ่มคนที่ทำด้วยความตั้งใจและมุ่งหวังสร้างบุญกุศลในการมอบชีวิตที่ดีผ่านอาหาร มากกว่ากลุ่มที่มุ่งหวังเพียงผลกำไรอย่างเดียว
ต่อมากับคำถามด้านสุขภาพ อาหารอินทรีย์สามารถช่วยลดความเสี่ยงโรค NCDs อย่างเบาหวานและความดันได้จริงหรือ? คุณจินตะหลายืนยันว่าช่วยได้ เพราะการทานผักในปริมาณที่มากขึ้นจะเข้าไปช่วยลดไขมันในร่างกาย ขณะที่อาจารย์ไสวมองภาพรวมว่า การเข้าสู่วิถีอินทรีย์ทำให้เราลุกขึ้นมาเชื่อมโยงกับธรรมชาติ การเดินรดน้ำดูแลต้นไม้ช่วยให้ได้ออกกำลังกายถึงวันละเกือบ 8,000 ก้าว อีกทั้งการสร้างสภาพแวดล้อมที่ร่มเย็น ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดูแลโรคเบาหวานและความดันได้เป็นอย่างดี
ปิดท้ายด้วยคำถามสำคัญที่ว่า หากมีคนบอกว่าอาหารอินทรีย์ก็ไม่ต่างอะไรกับอาหารทั่วไปจะตอบว่าอย่างไร? คุณจินตะหลายืนยันหนักแน่นว่าไม่เหมือนกันแน่นอน แม้หน้าตาผักจะคล้ายกัน แต่ความใส่ใจ ความยากลำบาก และกระบวนการปลูกเพื่อให้ได้ผักอินทรีย์สักต้นนั้นแตกต่างจากอาหารทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ด้านอาจารย์ไสวได้ให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า หากเรายังบริโภคอาหารในระบบเดิมที่ใช้สารเคมี แม้จะพยายามดูแลตัวเองดีแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องไปจบที่ความเจ็บป่วยในโรงพยาบาลที่นับวันมีแต่จะขยายตัวเพิ่มขึ้น ตรงกันข้ามกับการบริโภควิถีอินทรีย์ที่ช่วยให้ผู้คนสุขภาพดี และไม่ต้องไปพึ่งพาการตรวจรักษาทางเคมีบ่อยครั้ง
นี่คือเสียงสะท้อนจากผู้ใช้จริงที่ยืนยันว่า “อาหารอินทรีย์” ไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติ แต่เป็นอาวุธสำคัญที่ช่วยให้เรามีชีวิตที่แข็งแรงและก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบันไปได้อย่างยั่งยืน

