อุบลราชธานี – ในรายการ “รับมือโลกที่เปลี่ยนไป” ได้มีการเปิดวงเสวนาเจาะลึกถึงความสำคัญของการบริโภคอาหารอินทรีย์ โดยผู้บริโภคตัวจริงในเครือข่ายตลาดกินสบายใจ ประกอบด้วย สดใส สร่างโศรก, ละไม โพธิ์ศรี และนภาพร ตอพล มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ตรงจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินที่ส่งผลลัพธ์อันน่าทึ่งต่อสุขภาพ พร้อมชี้ให้เห็นว่าเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่แค่ทางเลือกเรื่องอาหาร แต่คือทางรอดในยุคที่โลกเผชิญกับวิกฤตความเปลี่ยนแปลง
นภาพร ตอพล หนึ่งในผู้บริโภคที่สนับสนุนตลาดกินสบายใจมาอย่างยาวนาน เปิดเผยว่า ตนเองติดตามเรื่องสุขภาพมาตลอดและเลือกซื้อสินค้าจากแหล่งที่รู้ที่มาที่ไปชัดเจน โดยเฉพาะผักสลัดและพืชผักสวนครัว ซึ่งการเลือกทานอาหารอินทรีย์นอกจากจะช่วยให้คนในครอบครัวโดยเฉพาะลูกๆ ได้รับประทานผักที่ปลอดภัยแล้ว ยังส่งผลดีต่อโรคประจำตัวของคนในบ้าน โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน พบว่าเมื่อปรับเปลี่ยนมากินผักอินทรีย์และข้าวกล้องงอกแทนข้าวขาว สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจได้จริง ทั้งยังยืนยันว่ารสชาติและคุณภาพของผักอินทรีย์แต่ละพื้นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกับผักทั่วไปตามท้องตลาด
ทางด้าน สดใส สร่างโศรก ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัดและสมาชิกกลุ่มเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดอุบลราชธานี ระบุว่าแรงบันดาลใจสำคัญที่หันมาทำและกินอาหารอินทรีย์คือปัญหาด้านสุขภาพในอดีตที่มีอาการเหนื่อยเพลียง่ายและสภาวะไตเสื่อม แต่หลังจากศึกษาเรื่องธรรมชาติบำบัดและปรับพฤติกรรมการกินอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี พบว่าร่างกายสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ เซลล์ในร่างกายเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ผิวพรรณที่เคยแห้งกร้านก็กลับมาชุ่มชื้น อาการขี้หนาวและผมร่วงลดลงอย่างเห็นได้ชัด คุณสดใสยังได้ยกตัวอย่างเคสผู้ป่วยใกล้ตัว เช่น คุณแม่ที่มีอาการวิกฤตจนต้องเข้า ICU หรือหลานที่ประสบอุบัติเหตุทางสมอง เมื่อปรับมาทานผักผลไม้อินทรีย์ควบคู่กับการรักษา พบว่าร่างกายฟื้นตัวได้รวดเร็วกว่าที่แพทย์คาดการณ์ไว้มาก โดยย้ำว่าอาหารที่สะอาดจะกลายเป็นเลือดที่ดีไปเลี้ยงเซลล์ ทำให้ร่างกายแข็งแรงจากภายใน
ขณะที่ละไม โพธิ์ศรี หรือพี่ต๊ะ ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์การใช้ชีวิตกับธรรมชาติและการปลูกผักกินเองตามรอยคุณแม่ โดยระบุว่าแม้ตนเองจะเป็นพาหะธาลัสซีเมียและมีเปอร์เซ็นต์เลือดต่ำเพียง 26% แต่หลังจากเลิกพึ่งพายาบำรุงและหันมาดื่มน้ำใบย่านางรวมถึงทานผักสีเขียวที่ปลูกเอง กลับพบว่าร่างกายแข็งแรงสามารถทำงานหนักในทุ่งนาได้โดยไม่มีอาการหน้ามืดวิงเวียน นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรู้จักแหล่งที่มาและตัวตนของคนปลูก เพื่อความมั่นใจในความปลอดภัยและเป็นการให้กำลังใจเกษตรกรที่ตั้งใจรักษามาตรฐานอินทรีย์
ในช่วงท้ายของการเสวนา ผู้ร่วมรายการได้สะท้อนมุมมองต่อสถานการณ์โลกปัจจุบันที่มีความผันผวนทั้งเรื่องราคาน้ำมันและปัจจัยการผลิต โดยมองว่าเกษตรอินทรีย์คือ “ความมั่นคงทางอาหาร” ที่แท้จริง เพราะไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีหรือปุ๋ยจากภายนอกที่นับวันจะมีราคาสูงขึ้น การสะสมอินทรียวัตถุ เช่น ขี้วัว แกลบ และใบไม้ รวมถึงการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ คือการเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตและสงครามที่อาจเกิดขึ้นได้ดีที่สุด พร้อมทิ้งท้ายเชิญชวนให้ทุกคนเริ่มปรับเปลี่ยนตัวเองเพียงวันละนิด เริ่มต้นจากการปลูกผักสวนครัวง่ายๆ ในบ้าน เพื่อสร้างสุขภาพที่ดีและร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน
หากคุณต้องการเริ่มต้นดูแลสุขภาพด้วยวิถีอินทรีย์แบบผู้ร่วมรายการกลุ่มนี้ สามารถลองปลูกผักสวนครัวง่ายๆ ในรั้วบ้าน เช่น ต้นหอมหรือผักชี เพื่อเป็นก้าวแรกสู่ความมั่นคงทางอาหารในครอบครัวของคุณได้ตั้งแต่วันนี้

