ข่าวด่วน
Fri. Apr 3rd, 2026
organic

อุบลราชธานี – ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหารที่ทวีความรุนแรงขึ้น โครงการ “กินสบายใจ” ได้เผยแพร่แนวคิดการสร้างความยั่งยืนผ่านสถานศึกษาในรายการ “รับมือโลกที่เปลี่ยนไป EP.5” โดยชูโมเดลโรงเรียนออร์แกนิกที่เน้นการปลูกฝังเยาวชนให้ซึมซับการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารเคมี และสร้างระบบอาหารปลอดภัยจากแปลงผักสู่โรงครัว เพื่อส่งต่อสุขภาพที่ดีและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนให้คนรุ่นหลัง

กำนันสายันต์สุวรรณกูฏ กำนันตำบลคูเมืองและเกษตรกรเครือข่ายกินสบายใจ เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นของการทำเกษตรอินทรีย์บนพื้นที่ 10 ไร่ ซึ่งแบ่งเป็นพื้นที่โคกหนองนา 5 ไร่ ปลูกพืชผสมผสานทั้งมะพร้าว ข้าว ถั่ว ผักหวานป่า ส้มโอ และกล้วย เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ให้เด็ก ๆ โดยเน้นการลดรายจ่ายและพึ่งพาธรรมชาติ เช่น การนำใบไม้มาทำปุ๋ย นอกจากนี้ยังได้เชื่อมต่อตลาดอินทรีย์เข้าสู่โรงเรียนทุกวันอังคารและขยายสู่ตลาดสีเขียวในชุมชนและห้างสรรพสินค้า เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนภายใต้แนวคิด “ลดรายจ่าย สร้างรายได้ และรู้คุณค่าธรรมชาติ” ในยุคที่ต้นทุนการผลิตและราคาน้ำมันแพงขึ้น

ด้าน ครูจุ่ยศรีสุดาทองคำห่อ จากโรงเรียนบ้านคูเมือง (อ่อนอนุเคราะห์) ระบุว่าตนเองเริ่มต้นจากการเป็นเกษตรกรในเครือข่ายกินสบายใจก่อนจะขยับมาพัฒนาเป็น “โรงเรียนกินสบายใจ” รุ่นแรก โดยมีแรงบันดาลใจจากการอยากส่งต่ออาชีพเกษตรอินทรีย์ที่ยั่งยืนให้ลูกหลาน ครูจุ่ยได้บูรณาการความรู้เข้ากับวิชาการงานอาชีพ สอนตั้งแต่การเตรียมดิน ทำปุ๋ยหมักจากขยะอินทรีย์ จนถึงการให้นักเรียนได้ทดลองชิมผักที่ปลูกเอง เพื่อให้เด็กซึมซับรสชาติความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจในความยั่งยืนที่บรรพบุรุษเคยทำมาโดยไม่ต้องพึ่งพาเคมี

ขณะที่ ครูต๋องวิระชาติคำเชื้อ จากโรงเรียนบ้านดอนผอุง เล่าว่าได้รับแรงบันดาลใจจากครูจุ่ยในการนำโครงการกินสบายใจมาปรับใช้ในโรงเรียนขนาดเล็กของตน โดยเริ่มทำโคกหนองนาและตั้งกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์เพื่อส่งวัตถุดิบให้โครงการอาหารกลางวัน ครูต๋องเน้นย้ำเรื่องสุขภาพเป็นสำคัญเนื่องจากคนในครอบครัวเคยป่วยเป็นมะเร็งจากสารพิษในอาหาร จึงมุ่งมั่นปลูกฝัง “DNA อินทรีย์” ให้เด็ก ๆ ผ่านการทำนาอินทรีย์ การทำธนาคารข้าวเพื่อใช้ข้าวกล้องประกอบอาหารให้นักเรียน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดรายจ่ายแล้ว เด็ก ๆ ยังนำความรู้กลับไปปรับใช้ที่บ้าน จนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินในระดับครอบครัว

นอกจากนี้ ทั้งสองโรงเรียนยังให้ความสำคัญกับการสร้างทักษะชีวิตผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การสอนนักเรียนปรุงอาหารโดยไม่ใช้ผงชูรสเพื่อป้องกันโรค NCDs (โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง) การสอนอ่านฉลากโภชนาการแบบสีเขียวเหลืองแดงเพื่อให้รู้เท่าทันสื่อและโซเดียมในขนมขบเคี้ยว รวมถึงการบริหารจัดการงบประมาณโรงเรียนอย่างคุ้มค่าด้วยการซื้อวัตถุดิบจากคนในชุมชน ซึ่งเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยให้มีตลาดรองรับที่แน่นอน

ในช่วงท้ายของการสนทนา ครูต๋องและครูจุ่ยได้ฝากแง่คิดถึงสถานศึกษาอื่น ๆ ว่าการทำเกษตรอินทรีย์นั้น “ใจล้วน ๆ” และไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่ต้องอาศัยความอดทนในช่วงแรกเพื่อให้ระบบนิเวศปรับตัว เมื่อดินดีขึ้นผลผลิตจะตามมาเอง ซึ่งโมเดลตำบลคูเมืองนี้ถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการสร้างสภาอาหารตำบล ที่เชื่อมโยงครู นักเรียน เกษตรกร และชุมชนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

Related Post