นักวิชาการเผยครอบครัวเริ่มสมานฉันท์เรียนรู้ความต่างย้ำคนรุ่นใหม่ตื่นตัวเพราะเชื่อพลังเสียงเปลี่ยนสังคมได้
(3 ก.พ. 2569) รายการ โคแฟคสนทนา รวมพลคนเช็กข่าว ในประเด็น “รื้อมายาคติ การเมืองเรื่องรุ่น” ดำเนินรายการโดยนายสุชัย เจริญมุขยนันท ได้มีการพูดคุยถึงประเด็นความตื่นตัวทางการเมืองของคนแต่ละเจเนอเรชันในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งและการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีวิทยากรหลักคือ รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT ร่วมวิเคราะห์ปรากฏการณ์ความขัดแย้งและความเปลี่ยนแปลงทางความคิดของคนต่างวัยในสังคมไทย
สุภิญญา กลางณรงค์ เปิดประเด็นด้วยการตั้งข้อสังเกตถึงบรรยากาศก่อนการเลือกตั้งว่ามีความตื่นตัวสูงมาก แต่มีความเงียบผิดปกติในกลุ่มคนวัย “Gen X” (เจนเอ็กซ์) ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกับตน ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยแสดงจุดยืนทางการเมืองผ่านโซเชียลมีเดียมากนัก เมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน โดยหันไปสนใจเรื่องสุขภาพ การดูแลพ่อแม่และลูก แทนการเคลื่อนไหวทางการเมือง ในขณะที่คนรุ่น “Boomer” (บูมเมอร์) กลับมีความคึกคักในการส่งข่าวสารผ่านไลน์กลุ่ม และคนรุ่นใหม่ก็มีความตื่นตัวสูง จึงตั้งคำถามว่ามายาคติเรื่องรุ่นกับการเมืองยังคงมีอยู่จริงหรือไม่ หรือบริบทได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
ทางด้าน รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล ได้วิเคราะห์เจาะลึกถึงสาเหตุที่ทำให้ “รุ่น” (Generation) กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญทางการเมืองไทย โดยระบุว่าในประเทศไทยปัจจัยเรื่องรุ่นมีความสำคัญมากในการกำหนดทัศนคติทางการเมือง ซึ่งแตกต่างจากหลายประเทศ โดยเฉพาะการกลับมาตื่นตัวของคนรุ่นใหม่หลังการรัฐประหารปี 2557 และการชุมนุมใหญ่ในปี 2563 จนถึงปัจจุบัน โดยมีปัจจัยหลัก 3 ประการที่ทำให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาเป็นพลังทางการเมือง ได้แก่
1.เงื่อนไขของระบอบเผด็จการที่ยาวนาน ทำให้คนรุ่นนี้เติบโตมากับการไม่มีสิทธิเสรีภาพและโหยหาการเปลี่ยนแปลง
2. ปัญหาประสิทธิภาพของกลไกรัฐและเศรษฐกิจที่ถดถอย ทำให้พวกเขารู้สึกว่าการเมืองกระทบกับชีวิตโดยตรง
3. ความรู้สึกว่า “เสียงของพวกเขาเปลี่ยนโลกได้” ซึ่งเริ่มจากการต่อสู้เรื่อง Single Gateway และผลการเลือกตั้งที่พรรคของคนรุ่นใหม่ชนะ ทำให้เกิดความมั่นใจและนำไปสู่การเคลื่อนไหวแบบ “DIY Activism” หรือการทำกิจกรรมทางการเมืองด้วยตัวเอง
รศ.ดร.กนกรัตน์ ยังได้นำเสนอข้อค้นพบใหม่ที่น่าสนใจว่า สิ่งที่สังคมเคยเรียกว่า “ความขัดแย้งระหว่างรุ่น” แท้จริงแล้วคือ “การเมืองที่สุขภาพดี” เพราะสะท้อนว่าคนทุกรุ่นตื่นตัวและลุกขึ้นมาพิทักษ์ผลประโยชน์และจุดยืนของตนเอง แม้ในช่วงแรกจะมีความรุนแรงทางอารมณ์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี สังคมและสถาบันครอบครัวได้เกิดกระบวนการเรียนรู้และสมานฉันท์ มากขึ้น สมาชิกในครอบครัวเริ่มเคารพความเห็นต่าง ยอมรับว่าทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคืออยากให้สังคมดีขึ้น เพียงแต่เชื่อในเครื่องมือและวิธีการที่แตกต่างกัน โดยคนรุ่นใหม่ต้องการความรวดเร็ว ในขณะที่คนรุ่นเก่าเชื่อในการค่อยเป็นค่อยไป
นอกจากนี้ รศ.ดร.กนกรัตน์ ยังวิเคราะห์แนวโน้มการเลือกตั้งว่า ภูมิทัศน์ทางการเมืองกำลังเปลี่ยนไป โดยคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มเป็นเสรีนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่คนรุ่นเก่าหรือกลุ่มอนุรักษนิยมเริ่มปรับตัวมาเลือกพรรคฝั่งเสรีนิยมหรือพรรคอนุรักษนิยมที่ประนีประนอมมากขึ้น เนื่องจากตัวเลือกในฝั่งอนุรักษนิยมสุดขั้วลดน้อยลงและอาจไม่ตอบโจทย์เรื่องความโปร่งใส ทำให้เส้นแบ่งความขัดแย้งจางลงและมีความหลากหลาย (Mixed) ในการตัดสินใจเลือกตั้งมากขึ้น
ในประเด็นเรื่องข่าวลวง (Fake News) และโซเชียลมีเดีย นางสาวสุภิญญาและ รศ.ดร.กนกรัตน์ มีความเห็นสอดคล้องกันว่า แม้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจะมีอัลกอริทึมที่ทำให้คนอยู่ในห้องแห่งเสียงสะท้อน (Echo Chamber) ของตัวเอง แต่คนรุ่นใหม่ที่เป็น “Digital Native” มีภูมิคุ้มกันและรู้เท่าทันการสื่อสารในโลกดิจิทัลมากขึ้น ส่วนข่าวลวงที่รุนแรงอาจไปปรากฏอยู่ในพื้นที่ปิด (Close Door) อย่างแอปพลิเคชันไลน์ของกลุ่มผู้สูงวัยมากกว่า อย่างไรก็ตาม บรรยากาศโดยรวม ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งรุนแรงบนโลกออนไลน์ดูเหมือนจะลดลง เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ เพราะคนเริ่มเข้าใจชีวิตและปลงกับความคาดหวังทางการเมืองมากขึ้น
ในช่วงท้ายสุภิญญา ได้ฝากข้อคิดให้ประชาชนเปิดใจกว้าง รับฟังข้อมูลที่หลากหลายและนำมาวิเคราะห์ด้วยวิจารณญาณของตนเอง เพื่อรับมือกับสงครามข้อมูลข่าวสาร ขณะที่ รศ.ดร.กนกรัตน์ ทิ้งท้ายว่า อยากให้มองปรากฏการณ์ความแตกต่างทางความคิดว่าเป็นเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตย เมื่อเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับความแตกต่างทางอุดมการณ์และผลประโยชน์ได้ สังคมไทยจะก้าวไปสู่การเมืองที่สวยงามและมีสุขภาพดีอย่างแท้จริง

