ข่าวด่วน
Fri. May 29th, 2026
Chef's Table

เกษตรกรย้ำ 5 ปีแห่งความอดทนปลูกเองขายเองไม่มีขาดทุนด้านเจ้าของร้านพิซซ่าเต่าทองชูไอเดียอาหารสร้างสมดุลชีวิตดึงโซเชียลมีเดียเปลี่ยนชุมชนสู่พื้นที่เรียนรู้ระดับสากล

รายการ “รับมือโลกที่เปลี่ยนไป EP.9” ทางสื่อออนไลน์ ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “ทำไมต้องมีตลาดออร์แกนิก?” ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท ร่วมพูดคุยกับ วิราวรรณ ปาสาจันทร์ เกษตรกรและผู้ประกอบการตลาดเขียวอำเภอศรีเมืองใหม่ และ จารุวรรณ สุพลไร่ หรือ “เนิตติ้ง” เจ้าของร้านพิซซ่าเต่าทอง และนักสื่อสารพลเมืองที่เคยขึ้นพูดบนเวที Ted Talk เพื่อสะท้อนถึงความสำคัญของการทำเกษตรอินทรีย์และการสร้างพื้นที่อาหารปลอดภัยท่ามกลางยุคทุนนิยมที่มีสารเคมีและยาพิษปนเปื้อนในอาหารจนทำให้ผู้คนเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นจำนวนมาก

วิราวรรณ ปาสาจันทร์ เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นในการหันมาทำเกษตรอินทรีย์ว่า เกิดจากการที่เกษตรจังหวัดส่งไปดูงานเพื่อพัฒนาตัวเองเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ (Smart Farmer) แรงบันดาลใจหลักคือต้องการให้ครอบครัวและคนในชุมชนมีสุขภาพแข็งแรง ได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย และช่วยลดต้นทุนการผลิตจากการเลิกใช้สารเคมี โดยหันมาพึ่งพาภูมิปัญญาดั้งเดิมตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายร่วมกับการใช้สารชีวภัณฑ์ น้ำหมัก และใบยาฉุนในการไล่แมลง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการลงมือทำจริงพบว่าไม่ได้ยากอย่างที่หลายคนคิด 

ปัจจุบันได้รวมกลุ่มกับเพื่อนเกษตรกรที่มีใจรักในแนวทางเดียวกันประมาณ 6-7 คน จัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน และได้รับความช่วยเหลือจากนายอำเภอรวมถึงหน่วยงานราชการในการจัดหาพื้นที่จำหน่ายสินค้าออร์แกนิกโดยเฉพาะ ปัจจุบันเปิดตลาดอยู่ที่หน้าอำเภอศรีเมืองใหม่ในวันจันทร์ และที่โรงพยาบาลศรีเมืองใหม่ในวันอังคารและวันพฤหัสบดี รวมถึงการออกงานอีเว้นท์ต่างๆ สมาชิกในกลุ่มใช้หลักการ “ปลูกเองขายเอง” มีการแบ่งปันและแถมสินค้าให้ลูกค้า ทำให้ไม่มีคำว่าขาดทุน และปัจจุบันผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด

วิราวรรณ ยอมรับว่า กว่าที่ตลาดเขียวจะอยู่ตัวและติดตลาดจนเป็นที่รู้จักอย่างทุกวันนี้ ต้องใช้เวลาและความอดทนยาวนานถึง 5 ปี ในช่วงแรกมีสมาชิกท้อถอยไปหลายคนเหลือเพียงไม่กี่คนที่ร่วมลุยต่อ ซึ่งพฤติกรรมของลูกค้าตลาดออร์แกนิกจะแตกต่างจากตลาดทั่วไปอย่างสิ้นเชิง คือเป็นกลุ่มคนอายุ 40 ปีขึ้นไปและผู้สูงอายุที่เริ่มป่วยและหันมาใส่ใจสุขภาพ ลูกค้ากลุ่มนี้จะไม่เกี่ยงเรื่องราคาว่าถูกหรือแพง แต่จะถามหาว่ามีสินค้าหรือไม่ 

นอกจากผักสดที่ขายในชุมชนแล้ว ทางกลุ่มยังมีการส่งมันหวานญี่ปุ่นและผลไม้ไปขายที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัดด้วย สำหรับการจำหน่ายในโรงพยาบาล ได้แนะนำให้สมาชิกเน้นการแปรรูปผลผลิตให้ตอบโจทย์ผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดัน เช่น การทำสลัดโรล น้ำผักปั่น กล้วยปิ้ง กล้วยต้ม ข้าวต้มมัด และฝรั่งเฉาะพร้อมทาน ทั้งนี้ ในฐานะหมอดินอาสา นางวิราวรรณยังช่วยตรวจค่า pH ของดินให้แก่สมาชิกในกลุ่มและให้คำแนะนำในการทำแนวกันชนเคมีเพื่อควบคุมมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ให้เป็นของแท้และสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค ส่วนช่องทางการติดต่อผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาสื่อสารและสั่งซื้อได้ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ “วิลาวัลย์ ปาสาจันทร์”

ด้าน จารุวรรณ สุพลไร่ ได้บอกเล่าถึงร้าน “พิซซ่าเต่าทอง” ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากสวนของนางวิราวรรณประมาณ 6-7 กิโลเมตร ว่า เป็นร้านพิซซ่าโฮมเมดแป้งสดที่นวดเองและอบด้วยเตาฟืนที่สร้างขึ้นเอง โดยใช้ไม้ฟืนจากกิ่งไม้แห้งในสวนยางพารา เปิดให้บริการสัปดาห์ละ 2 วัน คือวันศุกร์และวันเสาร์ มีเมนูเด่นอย่างสลัดผักหลากหลายชนิดที่ปลูกเอง เสิร์ฟคู่กับน้ำสลัดเสาวรสโฮมเมด 

สำหรับวัตถุดิบจะเน้นการอุดหนุนเกษตรกรอินทรีย์ในชุมชนเพื่อหลีกเลี่ยงผักที่เดินทางไกล จุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตนเองและคุณแม่ได้กลับมาอยู่บ้านและทำค่ายเรียนรู้ภาษาอังกฤษ “English on the Farm” ให้แก่เด็กและเยาวชนในจังหวัดอุบลราชธานีและพื้นที่ใกล้เคียง มีการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ผักสลัด ผักพื้นบ้าน ผักสด ทำฟาร์มสเตย์ และแคมป์ปิ้งตามฤดูกาล จนกระทั่งเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ได้ริเริ่มเมนูพิซซ่าเตาฟืนขึ้นเพื่อตอบรับเทรนด์ในโซเชียลมีเดียและสร้างทางเลือกอาหารสดใหม่ให้ลูกค้า โดยเปิดโอกาสให้ลูกค้าที่จองล่วงหน้าสามารถเข้ามาลองทำพิซซ่าด้วยตนเองได้เพื่อเป็นกิจกรรมฮิตในครอบครัว

จารุวรรณ กล่าวต่อไปว่า กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ร้อยละ 90 เป็นคนในพื้นที่อำเภอศรีเมืองใหม่ ทั้งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล อบต. เทศบาล ครู และผู้ประกอบการในตลาด เนื่องจากมีบริการส่งฟรีในเขตเทศบาล ส่วนอีกร้อยละ 10 เป็นลูกค้าขาจรที่เป็นนักท่องเที่ยวในช่วงปลายฝนต้นหนาวที่แวะเวียนมาท่องเที่ยวสถานที่สำคัญ เช่น ภูยอดรวย หรือบ้านเกิดหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ในด้านการจัดการเมนูอาหารตามฤดูกาล

จารุวรรณระบุว่า ในช่วงหน้าร้อนเดือนเมษายนที่ผักสลัดจะมีรสชาติขม ทางร้านจะหยุดขายเมนูสลัดและหันมาสร้างสรรค์เมนูทดแทน เช่น สปาเก็ตตี้ขี้เมาสมุนไพร และสปาเก็ตตี้ซอสเพสโต้ (Pesto Sauce) ที่ทำจากโหระพาไทยและอิตาลีปั่นรวมกับกระเทียม เลมอน เกลือ พริกไทย และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากกลุ่มเจ้าหน้าที่แผนกโรค NCDs ของโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่มชาหมักคอมบูชา (Kombucha) ที่เป็นโปรไบโอติกช่วยย่อยแป้งพิซซ่า รวมถึงการทำแยมกระเจี๊ยบและกิมจิโฮมเมดตามฤดูกาล

จารุวรรณ ยังได้เน้นย้ำถึงพลังของการสื่อสารในยุคปัจจุบันว่า ตนเองใช้โซเชียลมีเดียทั้งเฟซบุ๊กแฟนเพจ “พิซซ่าเต่าทอง” และกูเกิลแมพในการสื่อสารเรื่องราววัตถุประสงค์ของอาหาร เช่น ช่วงไหนที่มีมะเขือเทศเชอรี่หรือมะเขือเทศพันธุ์เชอโรกีเพอร์เพิล (Cherokee Purple) ที่ปลูกเองก็จะโพสต์บอกลูกค้า ร้านของตนเปรียบเสมือนพื้นที่ผสมผสานและศูนย์เรียนรู้สไตล์บ้านๆ มุงหลังคาหญ้าคาคล้ายร้านข้าวปุ้นซาว แต่เสิร์ฟอาหารฝรั่งและมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมผ่านภาษาที่หลากหลาย ทั้งภาษาไทย อังกฤษ ลาว เขมร และพม่า จากการที่มีนักศึกษาฝึกงานชาวเมียนมามาร่วมงาน 

สำหรับคำตอบของคำถามที่ว่าทำไมต้องมีตลาดออร์แกนิกนั้น ทั้งนางวิราวรรณและนางสาวจารุวรรณมีความเห็นตรงกันว่า “เรื่องสุขภาพคือสิ่งสำคัญที่สุด” ในยุคที่มีร้านคาเฟ่ขนมหวานจำนวนมากจนโรงพยาบาลเต็มไปด้วยผู้ป่วยฟอกไตและโรค NCDs ประกอบกับตนเองก็เป็นผู้ป่วยโรคพุ่มพวงหรือรูมาตอยด์ (โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง) การสร้างตลาดออร์แกนิกจึงเป็นทางเลือก (Choice) ให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย มีความหลากหลายตามฤดูกาล เพื่อสร้างความสมดุลให้แก่ร่างกาย ลดการสะสมสารเคมี และลดอัตราการเจ็บป่วยในระยะยาว

Related Post