ในรายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.49” ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท ได้ร่วมพูดคุยกับ สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT และ กุลธิดา สามะพุทธิ บรรณาธิการ Fact-checker โคแฟค ถึงทิศทางภัยคุกคามข้อมูลข่าวสาร หลังเสร็จสิ้นการประชุมเครือข่ายผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแห่งเอเชีย ประจำปี 2026 (Asian Fact-checker Network Conference of 2026) ณ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 ที่ผ่านมา ร่วมกับภาควิชาการจาก Nanyang Technological University (NTU) และ Black Dot Research
สุภิญญา กลางณรงค์ เปิดเผยว่า ประเด็นหลักของการประชุมในปีนี้ได้ขยับจากการแลกเปลี่ยนการทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงทั่วไป สู่เรื่อง “Building Information Resilience” หรือการสร้างระบบความพร้อมรับมือและสร้างภูมิคุ้มกันทางข้อมูลข่าวสาร เพื่อปกป้องความจริง (Defending Truth) เนื่องจากภัยคุกคามทางไซเบอร์และข้อมูลเท็จกำลังก้าวข้ามเทคโนโลยี Deepfake เข้าสู่ยุคของ Agentic AI หรือระบบ AI อัจฉริยะที่ทำงานได้เองโดยอัตโนมัติบนฐานโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) ซึ่งสามารถถูกฝึกชุดข้อมูลและส่งลงมาปฏิบัติการในสนามออนไลน์ได้อัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นวิทยาศาสตร์ สุขภาพ หรือการเมือง ทำให้การสร้างกระแสหรือบิดเบือนข้อมูลมีความซับซ้อน ลึกซึ้ง และแนบเนียนยิ่งกว่าการซื้อโฆษณาหรือการจ้างอินฟลูเอนเซอร์ในอดีต จนอาจกลายเป็นสงครามข้อมูลระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ที่ใช้ฝูง AI เข้าห้ำหั่นกัน และทำให้เสียงของภาคประชาชนหรือผู้ที่ไม่มีอำนาจเลือนหายไปจากวาระทางสังคม
นอกจากนี้ สุภิญญายังชี้ถึงภัยคุกคามในระดับโครงสร้าง ทั้งการแทรกแซงและบิดเบือนข้อมูลข่าวสารโดยต่างชาติ หรือ FIMI (Foreign Information Manipulation and Interference) รวมถึงการบิดเบือนข้อมูลภายในประเทศ หรือ DIMI (Domestic Information Manipulation and Interference) ซึ่งเข้ามาอย่างเป็นระบบ ขณะที่ประเด็นการตั้ง Data Center ที่ใช้ทรัพยากรมหาศาลเพื่อรองรับระบบ AI ก็เป็นอีกเรื่องที่สังคมต้องร่วมถกเถียงถึงผลได้ผลเสีย
สำหรับแนวทางการรับมือนั้น แต่ละประเทศมีเงื่อนไขต่างกัน เช่น สิงคโปร์มีขนาดเล็กและประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อภาครัฐสูง รัฐจึงเข้าไปควบคุมและสนับสนุนได้ทุกมิติ แต่ประเทศอย่างไทย ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซีย มีความหลากหลายทางความคิด ความเชื่อ และการเมืองสูงกว่า โดยเฉพาะสังคมไทยที่การสร้าง Information Resilience ต้องพึ่งพาระบบธรรมาภิบาล (Governance) และความไว้วางใจ (Trust) ซึ่งยังเป็นโจทย์ใหญ่ เพราะประชาชนมักขาดความเชื่อมั่นในภาครัฐ ขณะที่โลกออนไลน์ปัจจุบันเต็มไปด้วยมลภาวะข้อมูล อย่างไรก็ตาม จุดแข็งสำคัญของไทยคือ “ภาคพลเมือง” (Civic Sector) ที่มีความพร้อมและตื่นตัวสูงมากในการลุกขึ้นมาช่วยเหลือกันยามวิกฤต
ด้าน สุชัย เจริญมุขยนันท และ กุลธิดา สามะพุทธิ ได้ร่วมสะท้อนถึงการทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงในปัจจุบันว่ามีความท้าทายมากขึ้น โดยเฉพาะความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มรายใหญ่ ซึ่งทาง COFACT ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง Meta (Facebook) ไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคม เพื่อเรียกร้องความร่วมมือในการสร้างภูมิคุ้มกันบนแพลตฟอร์ม แต่จนถึงปัจจุบันผ่านมาร่วม 2 เดือนก็ยังไม่ได้รับการตอบรับ จึงขอทวงถามถึงความคืบหน้า เพราะผู้ให้บริการแพลตฟอร์มถือเป็นกลไกสำคัญอย่างยิ่ง
ในมิติของผู้ใช้งาน ข้อมูลจากเวทีประชุมชี้ว่าในยุค AI กลุ่มคนรุ่นใหม่ก็มีโอกาสตกเป็นเหยื่อข่าวลวงและหลงเชื่อข้อมูลได้ไม่ต่างจากกลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ใช้งานเทคโนโลยีและเอไอมากกว่า สุภิญญาเน้นย้ำในตอนท้ายว่า คำว่า Resilience นั้นไปไกลกว่าแค่ความรู้เท่าทัน (Literacy) แต่คือวิถีการใช้ชีวิตอยู่รอดร่วมกับข้อมูลข่าวสาร ในระดับบุคคลทุกคนต้องมีภูมิคุ้มกันและตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อ ส่วนในระดับโครงสร้าง สังคมต้องร่วมกันเรียกร้องธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบจากแพลตฟอร์มเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการเรียกร้องความโปร่งใสจากภาครัฐ เพื่อให้การลงทุนด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นไปเพื่อความปลอดภัยของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ความมั่นคงของรัฐเท่านั้น
ทั้งนี้ กุลธิดา ระบุว่า พลังของภาคพลเมืองและชาวเน็ตมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยชี้เบาะแสและหักล้างข่าวปลอมโดยไม่จำเป็นต้องเป็นนักข่าวมืออาชีพ โดยประชาชนสามารถร่วมส่งข้อมูลที่น่าสงสัยเข้ามาตรวจสอบได้ผ่านทางช่องทางเว็บไซต์ รวมถึงโซเชียลมีเดีย Facebook และ X ของทาง COFACT ได้

