ข่าวด่วน
Wed. Jul 22nd, 2026
Lose weight

รายการ “โคแฟคสนทนา รวมพลคนเช็กข่าว” EP.46 โดย โคแฟค (ประเทศไทย) ดำเนินรายการโดย พลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) และ สุชัย เจริญมุขยนันท ได้จัดเสวนาในหัวข้อ ปากกาลดน้ำหนักชัวร์หรือมั่วนิ่ม?” ร่วมพูดคุยกับ รศ.ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ อาจารย์ประจำหลักสูตรโภชนาการและการกำหนดอาหาร สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระแสการโฆษณาซื้อขายปากกาลดน้ำหนักทางสื่อออนไลน์

แท้จริงคือยาฉีดควบคุมพิเศษไม่ใช่ปากกาวิเศษ

รศ.ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ ได้อธิบายถึงกลไกของปากกาลดน้ำหนักว่า ตัวอุปกรณ์ถูกออกแบบให้มีลักษณะเหมือนปากกาเพื่อให้สะดวกต่อการใช้งาน แต่แท้จริงแล้วภายในบรรจุ ยา ที่ใช้ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ซึ่งยาดังกล่าวอยู่ในกลุ่ม GLP-1 มีคุณสมบัติเลียนแบบฮอร์โมนตามธรรมชาติ ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปกดสมองทำให้รู้สึกอิ่ม อาหารค้างอยู่ในกระเพาะนานขึ้น และระงับความหิวทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง ยาดังกล่าวไม่ได้ช่วยในเรื่องการเผาผลาญไขมันแต่อย่างใด

รศ.ดร.วันทนีย์ เน้นย้ำว่า ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) ได้ประกาศให้ยาตัวนี้เป็น ยาควบคุมพิเศษ การนำมาโพสต์โฆษณาหรือประกาศซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ จึงถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ผู้ขายมีความผิดตามกฎหมาย ส่วนผู้บริโภคที่สั่งซื้อมาใช้เองโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ก็เสี่ยงที่จะได้รับอันตรายร้ายแรง

ผลข้างเคียงรอบด้านและเสี่ยงเกิดภาวะโยโย่

ในการใช้งานจริง ปากกาลดน้ำหนักก่อให้เกิดผลข้างเคียงหลายอย่าง เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน และรู้สึกไม่สบายตัว หากนำมาใช้โดยไม่มีการปรับปริมาณยา (Dosage) อย่างเป็นขั้นตอนภายใต้การดูแลของแพทย์ หรือใช้ในปริมาณที่มากเกินไป อาจส่งผลเสียร้ายแรงได้ นอกจากนี้ การซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ยังมีความเสี่ยงเรื่องยาปลอม ยาไม่ได้มาตรฐาน หรือการติดเชื้อจากการใช้เข็มฉีดที่ไม่สะอาด

รศ.ดร.วันทนีย์ อธิบายเพิ่มเติมว่า น้ำหนักที่ลดลงอย่างรวดเร็วจากการใช้ยา ไม่ใช่น้ำหนักของไขมันส่วนเกินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและน้ำในร่างกายไปด้วย เมื่อมวลกล้ามเนื้อลดลง ร่างกายก็จะต้องการพลังงานน้อยลงตามไปด้วย หากหยุดใช้ยา ความหิวจะกลับคืนมา และหากผู้ใช้ไม่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ก็จะกลับมากินเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำหนักดีดกลับ หรือ โยโย่เอฟเฟกต์” (Yoyo Effect) ทำให้น้ำหนักพุ่งสูงขึ้นกว่าก่อนลดอย่างรวดเร็ว

เปิดแนวทางลดน้ำหนักอย่างมีคุณภาพยั่งยืนกว่า

สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้ยา เช่น ผู้ที่มีภาวะอ้วนวิกฤตจนส่งผลกระทบต่อการทำงานของร่างกาย การนอนหลับ หรือการหายใจ รศ.ดร.วันทนีย์ ระบุว่า ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์และทีมบุคลากรทางการแพทย์อย่างใกล้ชิดเท่านั้น โดยการรักษาที่ถูกต้องจะต้องใช้เวลาค่อย ๆ ปรับปริมาณยาประมาณ 3-4 เดือน ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ (Resistance Exercise / Weight Training) และการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร

ทั้งนี้ รศ.ดร.วันทนีย์ ได้แนะนำหลักการลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพอย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องพึ่งพาทางลัด ดังนี้:

  • ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้จริง (Practical Goal): ไม่ควรรีบร้อนลดน้ำหนักกะทันหัน เช่น หากน้ำหนักตัวมาก อาจตั้งเป้าลดเพียง 5% ของน้ำหนักตัวให้ได้ก่อน แล้วรักษาให้อยู่คงที่เป็นเวลา 3 เดือน แล้วจึงค่อย ๆ ลดต่อ 
  • กินให้อิ่มด้วยอาหารที่มีคุณภาพ: ไม่ควปล่อยให้ตัวเองหิวโหย โดยแนะนำการจัดจ้านอาหารในมื้อหลัก ได้แก่ ผักสด/ผักต้ม ครึ่งจาน, ข้าวหรือแป้ง 1 ใน 4 ของจาน, และเนื้อสัตว์ 1 ใน 4 ของจาน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ให้พลังงานสูงเพราะไม่ช่วยให้อิ่ม 
  • แยกแยะความหิวกับความอยาก: สังเกตตัวเองว่าหิวจริง (ท้องร้อง) หรือแค่มีความอยาก พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม เช่น หลีกเลี่ยงการเดินผ่านร้านอาหารโปรดเพื่อลดสิ่งกระตุ้น 
  • เคลื่อนไหวร่างกายทุกวัน: เลือกกิจกรรมหรือการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเอง สามารถทำได้อย่างมีความสุขและทำได้ตลอดชีวิต เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อเอาไว้ 

ด้านผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) และผู้ดำเนินรายการ ได้กล่าวสรุปว่า ปากกาลดน้ำหนักไม่ใช่สิ่งที่จะซื้อมาใช้เองตามใจชอบได้ การลดน้ำหนักที่แท้จริงและปลอดภัยที่สุด ต้องมุ่งเน้นที่การมีสุขภาพดีในระยะยาว ผ่านการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาเกินจริงในโลกออนไลน์

Related Post