โคแฟค เปิดวงสนทนา “รวมพลคนเช็กข่าว EP.47” ดึงนักวิชาการ ม.อ.ปัตตานี วิเคราะห์ปรากฏการณ์ข่าวปลอมระพัดหลังเหตุโจมตีทหารพรานที่นราธิวาส เตือนภัย “ระบบนิเวศสื่อผิดปกติ” ผสานเทคโนโลยี AI บิดเบือนภาพสร้างความหวาดระแวง ซ้ำเติมอคติและบูลลี่คนในพื้นที่ จี้สื่อหลักเร่งทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และเรียกร้องศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม DE ทำหน้าที่จริงจังโดยไร้อคติเพื่อปกป้องกระบวนการสันติภาพ
เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ในรายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.47″ ซึ่งออกอากาศเวลา 14.00–14.30 น. ดำเนินรายการโดย สุชัยเจริญมุขยนันท วงเสวนาหัวข้อ “วิเคราะห์ข่าวปลอมชายแดนใต้หลังเหตุโจมตีทหารพราน” โดยมี พลินีเสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) และ ผศ.ดร.วลักษณ์กมลจ่างกมล อาจารย์ประจำสาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ร่วมถ่ายทอดมุมมองและวิเคราะห์สถานการณ์
สุชัย เจริญมุขยนันท ผู้ดำเนินรายการ ได้เปิดประเด็นโดยยกตัวอย่างผลกระทบระดับโลกของข่าวปลอม เช่น กรณีข่าวบิดเบือนคำพิพากษาในประเทศสเปนที่ล่อลวงว่าหากว่ายน้ำข้ามแดนมาถึงจะได้รับสถานะพำนักถาวร ส่งผลให้ชาวโมร็อกโกพยายามอพยพจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 70 คน พร้อมเชื่อมโยงมายังพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ที่ล่าสุดเกิดเหตุโจมตีทหารพรานในจังหวัดนราธิวาส ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตและประชาชนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งหลังจากนั้นได้มีข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนแพร่ระบาดเป็นจำนวนมาก
พลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) ซึ่งร่วมรายการจากพื้นที่จัดกิจกรรมเปิดรับอาสาสมัครตรวจสอบข่าว ณ สยามพารากอน ในงาน Sustain กล่าวว่า ข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความหวาดกลัว และการแบ่งขั้วในสังคม จนเปรียบเสมือน “สงครามข้อมูลข่าวสาร” ที่มักมีการนำคลิปหรือภาพเก่า ภาพต่างพื้นที่ มาตัดต่อสวมรอย สร้างความหวาดระแวงและสั่นคลอนกระบวนการสันติภาพที่ทุกฝ่ายกำลังร่วมกันสร้างขึ้น
ด้าน ผศ.ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล นักวิชาการจาก ม.อ.ปัตตานี ได้วิเคราะห์เชิงลึกถึงลักษณะของข่าวปลอมในปัจจุบัน โดยระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องเท็จหรือเรื่องโกหกแบบดั้งเดิม แต่เป็นการนำเรื่องจริงในบริบทหนึ่งมาใส่ในอีกบริบทหนึ่ง หรือการตัดทอนเนื้อหาเพียงบางส่วน
ผศ.ดร.วลักษณ์กมล ชี้ว่า ปัจจุบันเกิดภาวะ “ระบบนิเวศทางข้อมูลข่าวสารผิดปกติ” (Information Disorder) เต็มรูปแบบ ซึ่งครอบคลุมทั้ง 3 องค์ประกอบ คือ ผู้สร้างข่าว ตัวข่าว และผู้รับสาร มีการใช้กลยุทธ์สื่อสารที่แยบยล มีเครือข่าย และดึงประชาชนผู้รับสารให้กลายเป็นเครื่องมือในการแพร่กระจายสารต่อ เนื่องจากคนเรามักคล้อยตามบุคคลที่คุ้นเคยในโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ ยังมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ถูกนำมาใช้สร้างภาพใหม่ ขยายความคมชัด (upscaling) หรือตกแต่งบาดแผล/รอยสัก เพื่อโหมกระพือให้ภาพสถานการณ์ดูรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งผู้ที่ไม่ได้ใช้ AI เป็นประจำจะไม่สามารถแยกแยะได้เลย
ในประเด็นผลกระทบต่อกระบวนการสันติภาพ ผศ.ดร.วลักษณ์กมล อธิบายว่า ข้อมูลบิดเบือนส่งผลกระทบใน 3 ระดับ ได้แก่:
- ระดับปัจเจกบุคคล: คนในชุมชนเกิดความหวาดกลัว ไม่ไว้วางใจกัน ขณะที่ประชาชนที่ถูกกล่าวหาหรือเดินทางออกนอกพื้นที่ต้องเผชิญการคุกคามและการถูกด้อยค่า เช่น ชาวไทยมุสลิมที่เดินทางไปกรุงเทพฯ มักถูกคนนอกพื้นที่ตั้งคำถามเชิงเสียดสีหรือบูลลี่ว่า “ไปก่อระเบิดมาหรือไม่” ซึ่งเป็นคำพูดที่ทำร้ายจิตใจ และก่อให้เกิดความเกลียดชังสะสมมาร่วม 20 ปี
- ระดับพื้นที่สาธารณะ: นักวิชาการ นักข่าว ประชาสังคม และผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกเดียวกับผู้ก่อเหตุ ทำให้บรรยากาศการสื่อสารเงียบเชียบ เกิดภาวะ “เซ็นเซอร์ตัวเอง” เพราะเกรงกลัวความไม่ปลอดภัย
- ระดับกระบวนการสันติภาพโดยตรง: ทำลาย “ความไว้วางใจ” (Trust) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ วาทกรรมคำว่า “สันติภาพ” ถูกบิดเบือนว่าเท่ากับการสนับสนุนกลุ่ม BRN หรือการแบ่งแยกดินแดน จนทำให้นักวิชาการด้านวารสารศาสตร์สันติภาพ (Peace Journalism) ที่พยายามเปิดพื้นที่ให้ความคิดเห็นที่แตกต่าง ถูกป้ายสีว่าเป็น “นักวิชาการ BRN” หรือ “นักวิชาการสนับสนุนโจรสันติ”
เมื่อผู้ดำเนินรายการสอบถามถึงมูลเหตุจูงใจของผู้สร้างข่าวปลอม ผศ.ดร.วลักษณ์กมล แยกแยะว่า กลุ่มแรกคือพวกที่มีเป้าหมายทางการเมืองหรืออุดมการณ์ชัดเจน ทำการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) โดยน่าเศร้าที่บางครั้งพบกระบวนการเหล่านี้แอบอ้างใช้ชื่อหรือพื้นที่สื่อของหน่วยงานรัฐ กลุ่มที่สองคือประชาชนทั่วไปที่เป็นผลพวงจากกระแส “ชาตินิยม” ที่เข้มข้น และกลุ่มที่สามคืออัลกอริทึมของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มักดันคอนเทนต์ที่กระตุ้นความเกลียดชังและความกลัวให้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
ผศ.ดร.วลักษณ์กมล ยังระบุถึงเสียงสะท้อนจากนักศึกษาในพื้นที่ ซึ่งรุ่นนี้เกิดในปี พ.ศ. 2547 (ปีที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงรอบใหม่) ว่า เด็กกลุ่มนี้โตมากับเหตุการณ์ความรุนแรงตลอดชีวิต คำถามสำคัญที่สุดของพวกเขาคือ “เมื่อไหร่มันจะจบและใครจะรับผิดชอบ“ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าตลอด 22 ปีที่ผ่านมา งบประมาณที่ใช้ในพื้นที่ชายแดนใต้สูงถึงกว่า 5 แสนล้านบาท แต่ทำไมปัญหากลับยังไม่ได้รับการแก้ไข เจ้าหน้าที่ทหารชั้นผู้น้อยและประชาชนยังคงเสียชีวิต ดังนั้น สังคมจึงควรตั้งสติและตั้งคำถามตรวจสอบไปยังหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบความมั่นคงโดยตรง แทนที่จะมุ่งโจมตีสื่อมวลชนหรือนักวิชาการ
ในช่วงท้าย รายการได้เปิดคำถามจากทางบ้าน ซึ่งถามถึงแนวทางการช่วยเหลือของคนนอกพื้นที่ โดย ผศ.ดร.วลักษณ์กมล ได้เสนอแนะบทบาทของทุกภาคส่วน ดังนี้:
- คนนอกพื้นที่: ควรเปิดรับข่าวสารด้วยสติจากหลากหลายแหล่ง คุยกับคนในพื้นที่โดยตรง ไม่ปฏิบัติต่อกันด้วยอคติ และยึดหลักความเป็นมนุษย์ โดยทักทายแสดงความห่วงใยในความปลอดภัย แทนการพูดจาเสียดสี
- หน่วยงานรัฐ: เรียกร้องให้ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-check) อย่างจริงจัง ไร้อคติ และตรงไปตรงมา ไม่ใช่ทำหน้าที่เพียงแค่การสื่อสารประชาสัมพันธ์แก้ข่าวให้ภาครัฐเท่านั้น
- องค์กรสื่อมวลชนหลัก: ขอให้ทำหน้าที่เป็นปราการด่านแรกในการตรวจสอบที่มาของภาพ คลิป เวลา และสถานที่อย่างเคร่งครัด ก่อนการนำเสนอ พร้อมทั้งช่วยอธิบายความซับซ้อนของสถานการณ์ และทำหน้าที่เป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ให้กับความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย ไม่ใช่เป็นเครื่องมือขยายความคุกคาม
นางสาวพลินี กล่าวสรุปปิดท้ายว่า โคแฟคพร้อมเป็นเครื่องมือและช่องทางกลางในการให้ประชาชนส่งข้อมูลมาช่วยกันตรวจสอบ เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศสื่อที่ดีและนำสันติภาพกลับคืนสู่สังคม

