อุบลราชธานี — ในรายการ “รับมือโลกที่เปลี่ยนไป EP.14” ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “ทำไมต้องมีตลาดออร์แกนิก? (ตอนที่ 6)” ร่วมคุยกับแกนนำเกษตรกรจากตลาดบ้านเกษตรอินทรีย์ อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี ได้แก่ วันดี อุวิทัศ ประธานตลาดฯ, ประคอง ผิวเงิน รองประธานตลาดฯ และ องอาจ กอคูณ (พี่อาร์ต) เกษตรกรในกลุ่ม เพื่อสะท้อนถึงการฟื้นฟูสุขภาพ การก้าวข้ามอุปสรรค และแนวทางการสร้างตลาดเกษตรอินทรีย์ให้ยั่งยืน
ประคอง ผิวเงิน รองประธานตลาดบ้านเกษตรอินทรีย์ อำเภอบุณฑริก เล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า ตนเองเคยเป็นคนทำงานในเมืองหลวง เมื่อมองกลับมาที่บ้านเกิดพบว่าการทำเกษตรเน้นการใช้สารเคมีที่มีต้นทุนสูงและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ อีกทั้งตนเองยังเคยได้รับผลกระทบจากสารเคมีประเภทยาฆ่าหญ้าโดยตรง จึงตัดสินใจกลับบ้านและคิดใหม่ว่าทำอย่างไรให้ตนเองและคนอื่นได้กินอาหารจริง ๆ ที่ไม่มีการปนเปื้อนสารเร่งโตใด ๆ เพื่อป้องกันโรค NCDs และร่วมมือกับประธานวันดีในการเริ่มต้นทำเกษตรอินทรีย์ แม้ช่วงแรกจะไม่มีความรู้และคิดเพียงว่าเกษตรอินทรีย์คือการไม่ใส่สารเคมีเลย จนปล่อยให้พืชโตเองตามธรรมชาติ แต่เมื่อได้รับสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเข้าเรียนรู้ในโรงเรียนเกษตรกรรม จึงเข้าใจระบบการจัดการและปรับวิธีคิด โดยมองว่าปัญหาพืชตายไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่คือการทดลองวิจัยว่าพืชชนิดใดเหมาะสมกับพื้นที่
ทางด้าน องอาจ กอคูณ (พี่อาร์ต) เกษตรกรกลุ่มบ้านเกษตรอินทรีย์ เปิดเผยว่า ในอดีตตนเรียนจบ ม.ต้น แล้วไปทำงานออฟฟิศที่กรุงเทพฯ ต่อมาเป็นเจ้าของธุรกิจขายสูทแฟชั่นและเสื้อผ้าแบรนด์เนมที่ห้างสรรพสินค้าย่านลาดพร้าว ซอย 1 มีรายได้หลักล้านบาทต่อเดือน ในช่วงแรกได้กลับมาช่วยพี่สาวทำเกษตรสัปดาห์ละครั้งพร้อมศึกษาวิชาการเกษตรจากหนังสือและ YouTube จนกระทั่งประสบวิกฤตโควิด-19 ร้านค้าในห้างต้องปิดตัวลง จึงตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านและเข้าร่วมกลุ่มเกษตรอินทรีย์เต็มตัว ในช่วงแรกต้องเผชิญกับอุปสรรคเรื่องโรคพืชที่ไม่เข้าใจ แต่ใช้วิธีสอบถามผู้รู้ ประธานกลุ่ม และเกษตรอำเภอ พร้อมยึดหลัก “ตายก็ปลูกใหม่” จนสามารถสร้างความมั่นใจในผลผลิตถึงขั้นเดินไลฟ์สดเก็บฝรั่งหรือมะเขือเทศเด็ดทานสด ๆ จากต้นให้ลูกค้าดูได้
ขณะที่ วันดี อุวิทัศ ประธานตลาดบ้านเกษตรอินทรีย์ อำเภอบุณฑริก ได้กล่าวถึงแรงบันดาลใจว่า เริ่มต้นทำเกษตรอินทรีย์เพราะต้องการดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว ไม่อยากบริโภคผักที่ใช้สารเคมีตามท้องตลาด จึงเริ่มทำกินเองและมองเห็นความแตกต่างว่าหากทำขายก็น่าจะได้รับผลตอบรับดีเพราะในขณะนั้นยังไม่มีใครทำ กลุ่มของตนจึงถือเป็นกลุ่มแรก ๆ ในอำเภอบุณฑริกที่บุกเบิกผักอินทรีย์ ก่อนจะขยายไปสู่ข้าวอินทรีย์และมันสำปะหลังอินทรีย์ โดยมีการร่วมกันวางแผนการผลิตและการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ
สำหรับช่องทางการจำหน่ายและการสื่อสารกับผู้บริโภค องอาจระบุว่า ตลาดบ้านเกษตรอินทรีย์ อำเภอบุณฑริก มีหน้าร้านประจำตั้งอยู่ใกล้สี่แยกทางไปอำเภอนาจะหลวย ห่างจากสี่แยกประมาณ 150 เมตร (ติดธนาคารกรุงไทย) เปิดให้บริการตั้งแต่เวลาประมาณ 05.40 – 16.00 น. ขายทั้งผักสด สินค้าแปรรูป กับข้าว และสบู่สมุนไพร โดยประธานกลุ่มจะวางแผนไม่ให้สมาชิกปลูกผักซ้ำกัน นอกจากนี้ยังมีการทำไลฟ์สดและโพสต์ขายผ่าน Facebook ส่วนตัว ซึ่งมีทั้งลูกค้าประจำสั่งจองล่วงหน้า แม่ค้าอาหารในพื้นที่มาเหมาไปปรุงขาย และลูกค้าวอล์กอิน ซึ่งส่วนใหญ่กลุ่มลูกค้าเริ่มแรกคือกลุ่มผู้รักสุขภาพ กลุ่มเกษียณอายุ เช่น ครู พยาบาล ตำรวจ และแม่บ้านที่มาออกกำลังกาย ก่อนจะบอกต่อกันปากต่อปากเพราะเห็นความแตกต่างชัดเจนว่าผักอินทรีย์เมื่อแช่ตู้เย็นจะไม่เปื่อยเน่าเหมือนผักเคมี จนปัจจุบันมีลูกค้าครอบคลุมทุกกลุ่มวัย
ประคอง เสริมว่า ปัจจุบันลูกค้ารู้สึกผูกพันจนเปลี่ยนสภาพจากลูกค้ากลายเป็น “FC” ที่ช่วยตอบคำถามและรับประกันคุณภาพแทนกลุ่ม การรวมกลุ่มจำหน่ายยังช่วยแก้ปัญหาแบบดั้งเดิมที่เกษตรกรต้องไปนั่งขายเองตามตลาดนัดสีเขียวจนไม่มีเวลาทำแปลง โดยกลุ่มได้วางระบบรายได้ออกเป็น 2 ส่วน คือ รายได้รายวัน จากการขายผักสดที่หน้าร้าน และ รายได้รายเดือน จากการปลูกสมุนไพรอินทรีย์ตากแห้งส่งขายให้โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เช่น มะระขี้นก บัวบก มะแว้ง และรางจืด ซึ่งบัวบกของกลุ่มได้รับการตรวจวิเคราะห์พบว่ามีสารสำคัญทางยาสูงถึง 37.5% จากมาตรฐานที่ต้องการ 18% โดยกลุ่มได้รับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ รวมถึง PGS กินสบายใจ และกำลังขยายโมเดลตลาดออร์แกนิกชุมชนไปสู่อื่น ๆ เช่น ตำบลบ้านแมด
ในช่วงท้าย องอาจเน้นย้ำถึงสำคัญของการรวมกลุ่มว่า การทำคนเดียวเป็นเรื่องยาก แต่หากรวมกลุ่มกันได้จะมีสินค้าหลากหลาย มีความน่าเชื่อถือ และชุมชนจะให้การยอมรับ ด้านประคองได้ฝากข้อคิดไว้ว่า อยากเห็นตลาดออร์แกนิกเกิดขึ้นในทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ เพื่อให้คนในชุมชนหมุนเวียนรายได้ พึ่งพาแลกเปลี่ยนสินค้ากันเอง โดยไม่จำเป็นต้องผลิตปริมาณมากเกินไป แต่เน้นการสร้างระบบอาหารที่ปลอดภัยและยั่งยืนร่วมกัน

