โคแฟคสนทนาชี้วิกฤตสงครามข้อมูลข่าวสารและ IO ดึงสติสังคมก่อนแชร์ แนะเทคนิคจับไต๋บัญชีปลอมพร้อมเผยช่องทางกฎหมายใหม่ Take It Down จัดการภัยคุกคามออนไลน์
วันที่ 14 ตุลาคม 2569 รายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.52” ในหัวข้อ “ไอโอ และ เรื่องมั่วจับแพะขนแกะ เราจะตรวจสอบอย่างไร” ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท พร้อมด้วย สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT และ สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล ผู้ก่อตั้ง Stop Online Harm ร่วมพูดคุยเจาะลึกถึงปัญหาข้อมูลบิดเบือนในยุคดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)
สุภิญญา กลางณรงค์ ได้กล่าวถึงวันสำคัญเชิงสัญลักษณ์ 14 ตุลา ครบรอบครึ่งศตวรรษ ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์การลุกฮือต่อต้านเผด็จการเพื่อสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตย โดยในอดีตสื่อมวลชนทำหน้าที่เป็นตะเกียงส่องสว่าง แม้จะมีการถูกยึดแท่นพิมพ์หรือควบคุมกระบอกเสียงจากภาครัฐ แต่ในยุคปัจจุบันที่มีสมาร์ตโฟน โลกออนไลน์ และ AI ทำให้การโฆษณาชวนเชื่อมีความสลับซับซ้อนและรวดเร็วยิ่งขึ้น ข้อมูลข่าวสารปะทะกันอย่างรุนแรงจนสร้างความสับสนให้แก่ประชาชน
ด้าน สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล ได้สะท้อนภาพการทำงานขององค์กร Stop Online Harm ซึ่งให้ความช่วยเหลือผู้ถูกคุกคามทางออนไลน์ สแกมเมอร์ การกลั่นแกล้งในเด็ก (Bully) การตัดต่อภาพผู้หญิง และการบิดเบือนข้อมูลนักข่าว พร้อมเปิดบริการ “รถพยาบาลออนไลน์” ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ นำข้อมูลบิดเบือนออกจากอินเทอร์เน็ต และเยียวยาจิตใจ โดยสามารถติดต่อผ่านเฟซบุ๊ก Stop Online Harm Thailand ซึ่งครอบคลุมการช่วยเหลือในภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ ไทย ลาว เมียนมา มาเลเซีย และกัมพูชา
สำหรับการแยกแยะปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือ IO (Information Operation) กับความคิดเห็นของประชาชนทั่วไป สายใจระบุว่า คำว่า IO มีที่มาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเย็น เพื่อลดความเชื่อมั่นในรัฐบาล ก่อนจะถูกนำมาใช้บริบทสังคมไทยในปี 2563 อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเหมาว่าทุกความเห็นที่แตกต่างหรือโจมตีกันเป็น IO ทั้งหมด เนื่องจากบางส่วนเป็นความคิดเห็นของมนุษย์จริงๆ หากจะพิจารณาว่าเป็นพฤติกรรมบิดเบือนที่ประสาน coordinated inauthentic behavior (CIB) หรือไม่ จะต้องมีองค์ประกอบ เช่น การใช้บัญชีปลอมหรือบอตเข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมเตือนให้ระวังการใช้คำว่า IO หรือ Fake News กับทุกเรื่องอย่างไร้ทิศทาง เพราะจะทำให้วิเคราะห์โรคและแก้ปัญหาได้ไม่ตรงจุด เปรียบเสมือนการวินิจฉัยโรคผิดพลาด
ในประเด็นเรื่อง “จับแพะชนแกะ” ซึ่งเป็นวิธีบิดเบือนที่พบบ่อยที่สุด เช่น กรณีการนำข้อมูลและคลิปวิดีโอของนักสิทธิมนุษยชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น คุณอังคณา และคุณอัญชนา มาตัดต่อบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเกลียดชังว่าเป็น “นักสิทธิโจร” ผ่านเครือข่ายเพจที่ทำงานประสานกันเป็นระบบ
เพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว วิทยากรได้แนะนำหลักการ 3 ประการในการกลั่นกรองข่าวสาร ได้แก่ 1. X-Algorithm ตั้งคำถามว่าทำไมอัลกอริทึมจึงนำเสนอเนื้อหานี้ให้เราเห็น 2. ผู้ส่งสาร ตรวจสอบย้อนกลับว่าใครเป็นคนโพสต์ มีทัศนคติหรือแนวคิดไปในทิศทางเดียวหรือไม่ และ 3. เป้าหมายของผู้ส่งสารต้องการให้เราเกิดความเกลียดชังหรือสนับสนุนฝ่ายใด พร้อมแนะเทคนิคการตรวจสอบภาพถ่ายด้วยการนำภาพไปค้นหาใน Google Search เพื่อดูที่มาที่ไปของภาพว่าเคยเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ใดจริง
นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, TikTok หรือ X ที่มักปล่อยให้ข้อความสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) หรือเนื้อหาที่กระตุ้นยอดแชร์สร้างกำไรให้แก่แพลตฟอร์ม โดยบัญชีที่เป็นอินฟลูเอนเซอร์คนจริงรับจ้างโพสต์จะตรวจสอบได้ยาก แพลตฟอร์มมักระบุว่าไม่เข้าข่าย CIB หรือบอต ประชาชนจึงต้องรู้เท่าทันและช่วยกันกด Report ข้อความที่ละเมิดหรือสร้างอคติทางศาสนา เชื้อชาติ และพฤติกรรม
สำหรับแนวทางการรับมือเมื่อตกเป็นเป้าหมายถูกคุกคาม องค์กรหรือบุคคลควรปฏิบัติ 3 ขั้นตอนสำคัญคือ 1. ตั้งสติและเก็บหลักฐาน (Screenshot พร้อมระบุชื่อผู้ถูกคุกคาม) ให้เรียบร้อยก่อนกด Report เนื่องจากหากแจ้งลบไปแล้วหลักฐานอาจหายไป 2. ร้องเรียนไปยังแพลตฟอร์มเพื่อให้ลบเนื้อหา และ 3. ใช้มาตรการทางกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายใหม่ “Take It Down” ผ่านระบบออนไลน์ C-IOS ของศาล (มาตรา 284/4) ซึ่งเข้ามาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในกรณีถูกคุกคามหรือนำภาพไปตัดต่อ (ไม่จำเป็นต้องเป็นภาพโป๊เปลือย ขอเพียงเป็นภาพที่สร้างความไม่สบายใจ) ศาลจะใช้เวลาพิจารณาและไต่สวนออนไลน์อย่างรวดเร็วภายใน 1-2 วัน หากพบว่าผิดจะส่งเรื่องไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อสั่งปิดข้อความนั้นทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปศาล
ช่วงท้ายรายการได้เปิดเผยถึงประเด็นร่างพระราชบัญญัติเสรีภาพต่างๆ และกองทุนสนับสนุนสื่อสาธารณะที่เปิดรับฟังความคิดเห็นเป็นวันสุดท้าย (14 ตุลาคม 2569) พร้อมย้ำเตือนให้สังคมไทยในยุคมหาสมุทรข้อมูลข่าวสารต้องมีสติ ตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ทุกครั้ง และสร้างวัฒนธรรมการเช็กข่าวเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับตนเอง

