จากสถานการณ์อุทกภัยและความตื่นตระหนกในสังคมเกี่ยวกับข้อความเตือนภัยพิบัติบนสื่อสังคมออนไลน์ รายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว” EP.51 ประเด็น “อุทกภัย วิกฤต-โอกาส การสื่อสารข้อมูล” ออกอากาศเมื่อวันอังคารที่ 29 กันยายน 2569 เวลา 14.00-14.30 น. โดยมีผู้ร่วมรายการประกอบด้วย กุลธิดา สามะพุทธิ บรรณาธิการ Fact-check โคแฟค, ณัฐพล ทุมมา เจ้าหน้าที่เนื้อหาสื่อดิจิทัลอาวุโส Thai PBS และกองบรรณาธิการ ThaiPBS Verify ร่วมพูดคุย ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท ได้ร่วมกันถอดบทเรียนครั้งสำคัญเกี่ยวกับการทำงานของแฟคเช็กเกอร์ สื่อกระแสหลัก และการปรับตัวของหน่วยงานภาครัฐ
กุลธิดา สามะพุทธิ บรรณาธิการ Fact-check โคแฟค เปิดเผยถึงกรณีการตรวจสอบเพจข้อความเตือนภัยพายุหรือ ที’ ลมฟ้าอากาศว่า ทางโคแฟคได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวมาตรวจสอบเนื่องจากมีประชาชนแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก และมีผลกระทบต่อสาธารณะเป็นวงกว้าง แม้ในขณะนั้นโพสต์ต้นทางจะเข้าถึงไม่ได้เพราะเพจหายไปจากระบบ ทั้งนี้ การทำงานของแฟคเช็กเกอร์ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการตัดสินว่าถูกหรือผิดในทันที โดยเฉพาะเรื่องการพยากรณ์อากาศที่ยังไม่มีใครสามารถฟันธงเหตุการณ์ในอนาคตได้ แต่เป็นการตรวจสอบที่มาของข้อมูลว่ามาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือหรือไม่ โดยผลการตรวจสอบพบว่าข้อความเตือนภัยดังกล่าวไม่ได้มาจากหน่วยงานหลักด้านภัยพิบัติโดยตรง ได้แก่ กรมอุตุนิยมวิทยา, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกรมชลประทาน ซึ่งทางโคแฟคได้ใช้วิธีการตรวจสอบแบบแมนนวล ทั้งการเทียบข้อมูลจากช่องทางโซเชียลมีเดียทางการ (Facebook และ X) และการโทรศัพท์สอบถามสายด่วนของกรมอุตุฯ และ ปภ. ซึ่งยืนยันว่ามีการเตือนภัยจริงแต่ใช้ข้อความไม่เหมือนกัน
จากเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นปัญหาความไม่เชื่อมั่นของประชาชนต่อข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่าการเตือนภัยของรัฐไม่ชัดเจนหรือไม่สื่อถึงระดับอันตรายที่ต้องหลบภัย ประกอบกับประชาชนหันไปเชื่อถือเพจอื่นๆ มากขึ้น บรรยากาศความตื่นตัวในครั้งนี้มีความดุเดือดเทียบเท่ากับช่วงเหตุการณ์สถานการณ์ไทย-กัมพูชาในอดีต เนื่องจากมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ผลลัพธ์ระหว่างการพยากรณ์ของเพจต่างๆ กับกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างกว้างขวาง
ด้าน ณัฐพล ทุมมา จาก ThaiPBS Verify กล่าวเสริมว่า ทางกองบรรณาธิการได้ติดตามโพสต์ดังกล่าวตั้งแต่ช่วงกลางคืนของวันที่ 23 ซึ่งมีการใช้คำว่า “มหาอุทกภัย” โดยพบว่าในวันเดียวกันนั้นกรมอุตุนิยมวิทยามีประกาศเตือนภัยเช่นกัน แต่มีลักษณะเป็นข้อความทางการที่ยาวและไม่มีกราฟิกที่เข้าใจง่าย ต่างจากเพจภายนอกที่มีการใช้ภาพและข้อความกระชับดึงดูดความสนใจมากกว่า อย่างไรก็ตาม หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น เนื่องจากหน่วยงานรัฐอย่างกรมอุตุนิยมวิทยาได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารให้เข้าใจง่ายและเข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เพจดังกล่าวยังพบปัญหาการคัดลอกข้อความ (Copy) จากบุคคลอื่นหรือสื่ออื่นๆ โดยไม่ให้เครดิตหรืออ้างอิงแหล่งที่มา ซึ่งรวมถึงกรณีของนักวิชาการและผู้สื่อข่าวท่านอื่นด้วยเช่นกัน
ในส่วนของข้อเสนอแนะและบทเรียนที่ได้รับ กุลธิดาเน้นย้ำว่าไม่อยากให้สังคมลดทอนประเด็นนี้เหลือเพียงแค่การทายถูกหรือทายผิด แต่ต้องการสร้างวัฒนธรรมในการติดตามข้อมูลข่าวสารช่วงภัยพิบัติ โดยควรยึดข้อมูลจากหน่วยงานรัฐเป็นอันดับแรก หากยังไม่มั่นใจสามารถหาข้อมูลจากแหล่งอื่นประกอบได้ แต่ควรเป็นเพจที่มีการเปิดเผยตัวตนและมีประวัติการนำเสนอเนื้อหาที่น่าเชื่อถือ เพราะเพจอิสระที่ไม่เปิดเผยตัวตนจะไม่สามารถเรียกร้องความรับผิดชอบ (Accountability) ได้ พร้อมกันนี้ยังเรียกร้องให้สื่อกระแสหลักทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการแปลภาษาราชการให้เป็นภาษาที่ประชาชนเข้าใจง่าย และต้องระมัดระวังในการหยิบยกเนื้อหาที่ไม่มีการตรวจสอบจากโซเชียลมีเดียมาเผยแพร่ต่อ ซึ่งอาจเป็นการช่วยขยายพื้นที่ให้ข้อมูลที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ
ขณะที่ณัฐพลฝากข้อคิดทิ้งท้ายว่า ประชาชนควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติด้วยตนเองโดยไม่ต้องรอความหวังจากหน่วยงานรัฐเพียงอย่างเดียว หมั่นตรวจสอบข้อมูลเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของคลิปปลอมหรือข่าวปลอมที่มักแพร่ระบาดในช่วงวิกฤตน้ำท่วม และร่วมกันสร้างสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อเท็จจริง (Fact-based Society) เพื่อก้าวผ่านวิกฤตภัยพิบัติไปได้อย่างปลอดภัย
หมายเหตุ: รายงานชิ้นนี้สรุปความและเรียบเรียงด้วย AI (GEMINI) และตรวจสอบความถูกต้องโดยกองบรรณาธิการโคแฟค

