ข่าวด่วน
Fri. Apr 17th, 2026
Regenerative Agriculture

รายการ “รับมือโลกที่เปลี่ยนไป” เปิดวงเสวนาเจาะลึกโครงการเกษตรกรรมฟื้นฟูข้าวหอมมะลิภาคอีสาน (The Regenerative Agriculture for Thai Jasmine rice) ซึ่งเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างภาคเอกชนระดับโลกอย่าง Unilever ผ่านกองทุน Livelihoods Fund (LV) ประเทศฝรั่งเศส ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และภาคีเครือข่าย เพื่อเป้าหมายในการผลิตข้าวคุณภาพสูงควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.คิมห์ฟูยนตร์พาณิชย์ หัวหน้าโครงการเกษตรกรรมฟื้นฟูฯ เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของโครงการมาจากนโยบายของ Unilever ที่ต้องการให้วัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิสำหรับแบรนด์คนอร์ มาจากแหล่งผลิตที่ยั่งยืน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยกระดับชีวิตเกษตรกร โดยมี LV เป็นผู้ออกแบบและประสานงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

ด้าน รศ.ดร.ณัฐพลจิตมาตย์ ภาพวิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่าหัวใจหลักของเกษตรกรรมฟื้นฟูประกอบด้วย 5 องค์ประกอบคือ การจัดการดิน น้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ สภาพภูมิอากาศ และความเป็นอยู่ของคน โดยเน้นการแนะนำให้เกษตรกร “รู้จักดินตัวเอง” ผ่านการตรวจวิเคราะห์ดินก่อนใส่ปุ๋ย เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีเกินความจำเป็น รวมถึงการลดอัตราเมล็ดพันธุ์จากเดิม 25 กิโลกรัมต่อไร่ เหลือเพียง 10-12 กิโลกรัมผ่านวิธีนาหยอด การใช้ชีวภัณฑ์ทดแทนสารเคมี และการปลูกพืชคลุมดินอย่างปอเทืองเพื่อเพิ่มไนโตรเจนและอินทรีย์วัตถุในดิน ซึ่งเป็นการสร้างทางเลือกใหม่แทนการเผาตอซังที่เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม โครงการนี้ตั้งเป้าครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 20,000 ไร่ ในจังหวัดชัยภูมิ ขอนแก่น ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี ขณะนี้ดำเนินการไปแล้วประมาณหมื่นกว่าไร่

ขณะที่ ธีระพลแพงวิเศษ กรรมการบริษัท พีดับบลิวเอส ซิสเท็ม อีโวลูชั่น จำกัด ในฐานะผู้เชื่อมโยงการตลาด กล่าวว่าปัญหาที่ผ่านมาคือข้าวไม่มีคุณภาพและมีการปลอมปน โครงการนี้จึงเข้ามาช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการ โดยมีการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษ (Incentive) เพิ่มให้กิโลกรัมละ 10-20 สตางค์สำหรับข้าวในโครงการ เพื่อเป็นกำลังใจให้เกษตรกรผลิตของดีมีคุณภาพ ซึ่งการทำนาตามหลักวิชาการไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุน แต่ยังทำให้ได้ผลผลิตที่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป

ทางด้านตัวแทนเกษตรกร นางสุกัญญานะวะคำ ผู้นำเกษตรกรจังหวัดอุบลราชธานี ยืนยันผลสำเร็จว่าจากการเปลี่ยนมาทำตามคำแนะนำของโครงการ สามารถเพิ่มผลผลิตจาก 5 ตัน เป็น 7 ตันได้ภายในปีเดียว และช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้กว่าครึ่ง เช่น จากเดิมใช้ 16 กระสอบ เหลือเพียง 8 กระสอบ ที่สำคัญคือการปลูกปอเทืองหลังนาช่วยปรับสภาพดินจนไม่ต้องเผาตอซัง และหญ้าในนาลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เพื่อนบ้านเกษตรกรที่เคยสงสัยหันมาให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นจาก 11 ราย เป็นกว่า 300 รายในปัจจุบัน

โครงการนี้ไม่เพียงแต่ให้ความรู้แก่เกษตรกรปัจจุบัน แต่ยังขยายผลไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Young Talent) ในโรงเรียนเพื่อสร้างทัศนคติใหม่ต่ออาชีพเกษตรกรรม โดยเน้นย้ำว่าเกษตรกรรมฟื้นฟูไม่ใช่แค่เรื่องรักษ์โลก แต่คือเรื่องของปากท้องและการฟื้นฟูรายได้อย่างยั่งยืน หากดินดี คุณภาพชีวิตของชาวนาก็จะดีขึ้นตามไปด้วยอย่างแน่นอน ใครสนใจติดต่อได้ดี facebook : เกษตรกรรมฟื้นฟู: Regenerative Agriculture 

Related Post