ข่าวด่วน
Fri. May 15th, 2026
ไม่เผาฟาง

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศให้เป็นวันเริ่มต้นฤดูฝนอย่างเป็นทางการ รายการ “รับมือโลกที่เปลี่ยนไป EP.8” ภายใต้หัวข้อ เกษตรกรไม่เผาเราทำได้ 2″ ได้ถ่ายทอดสดผ่านเครือข่ายสื่อสร้างสุขและเพจกินสบายใจ เพื่อรณรงค์ให้เกษตรกรยุติการเผาฟางและตอซังในนาข้าว โดยนำเสนอเรื่องราวความสำเร็จจากผู้เชี่ยวชาญและเกษตรกรตัวจริงที่พิสูจน์แล้วว่า การไม่เผานอกจากจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้และลดต้นทุนได้มหาศาล

ควิทยากรภูมาศ นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ จากสถานีพัฒนาที่ดินอุบลราชธานี เปิดเผยถึงแนวทางการสนับสนุนของภาครัฐว่า กรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินโครงการรณรงค์ไถกลบตอซังมานานกว่า 10 ปี โดยมีงบประมาณสนับสนุนเกษตรกรที่เป็นพื้นที่แปลงสาธิตไร่ละ 700 บาท พร้อมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดอย่างปอเทือง ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำถึงนวัตกรรมจุลินทรีย์ตัวใหม่ล่าสุดคือ ซุปเปอร์พด.17″ ซึ่งเป็นสารชีวภาพที่ออกแบบมาเพื่อย่อยสลายฟางข้าวโดยตรง เกษตรกรสามารถใช้ 1 ซองต่อพื้นที่ 1 ไร่ ฉีดพ่นหลังเกี่ยวข้าวในพื้นที่ที่มีความชื้น ทิ้งไว้เพียง 7-8 วัน ฟางจะเปื่อยยุ่ยจนสามารถไถเตรียมดินได้ทันที ช่วยลดปัญหาฟางพันใบมีดรถไถ และยังช่วยเพิ่มธาตุอาหารไนโตรเจนเทียบเท่าการใช้ปุ๋ยยูเรียถึง 30 กิโลกรัมต่อไร่

ด้าน มาณิชราทองน้อย หรือพี่ต๋อ ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรทำนานาโส่ อ.กุดชุม จ.ยโสธร ซึ่งทำเกษตรอินทรีย์มากว่า 20 ปี ตั้งแต่ปี 2549 เล่าว่าจุดเริ่มต้นเกิดจากความต้องการลดต้นทุนปุ๋ยเคมี แม้ในช่วงแรกจะประสบปัญหาแม่ไม่เห็นด้วยเพราะกลัวผลผลิตตกต่ำ แต่หลังจากพิสูจน์ด้วยการไถกลบฟางต่อเนื่อง 3 ปี พบว่าดินร่วนซุยขึ้นอย่างชัดเจนจนไม่ต้องพึ่งสารเคมี ผลผลิตกลับมาเพิ่มสูงขึ้นและมีคุณภาพดีจนขายได้ราคา นอกจากนี้ พี่ต๋อยังสร้างรายได้เสริมจากการปลูกพืชหลังนา เช่น ถั่วเขียว แตงไทย และมันญี่ปุ่น ซึ่งการไม่เผาฟางช่วยรักษาความชื้นในดินทำให้พืชเหล่านี้เติบโตได้ดี การขายมันญี่ปุ่นเพียง 5 กิโลกรัม ก็สามารถถอนทุนค่าไถรอบแรกคืนได้แล้ว ถือเป็นการเปลี่ยนฟางให้เป็นกำไรอย่างแท้จริง

ขณะที่ สนิทดำบรรณ์ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 2567 สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์การเปลี่ยนจากนาเคมี 40 ไร่ที่มีแต่หนี้สิน มาเป็นทำนาอินทรีย์และเกษตรผสมผสาน โดยเริ่มจากการตรวจค่าดินและใช้ปุ๋ยหมักจากฟางข้าวร่วมกับจุลินทรีย์ พด. ตามหลักวิชาการ ผลปรากฏว่าสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวจากเดิม 250 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 450 กิโลกรัมต่อไร่ ในขณะที่ต้นทุนลดลงอย่างมาก ปัจจุบันพื้นที่ของเขากลายเป็นศูนย์เรียนรู้ที่มีทั้งโรงเรือนสมาร์ทฟาร์มปลูกหน่อไม้ฝรั่ง การเลี้ยงวัวเพื่อทำปุ๋ยหมัก และการเพาะกล้าไม้สร้างรายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี

ในช่วงท้ายของการสนทนา วิทยากรทั้ง 3 ท่านได้ฝากข้อคิดถึงเกษตรกรที่ยังเผาฟางอยู่ โดยชี้ให้เห็นว่าการเผานอกจากจะทำลายจุลินทรีย์และอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินเสื่อมโทรมและต้องใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้นทุกปีแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรงจากการสูดดมควันไฟ ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหา PM 2.5 และโรคภูมิแพ้ในเด็ก การหันมาใช้ระบบไถกลบร่วมกับจุลินทรีย์ พด. จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า ทั้งต่อตัวเกษตรกร ผู้บริโภค และระบบนิเวศในนาข้าวที่จะมีสัตว์น้ำอย่างกบและเขียดกลับคืนมา เป็นการทำเกษตรที่ยั่งยืนและเคารพต่อพระแม่ธรณีอย่างแท้จริง

สำหรับเกษตรกรที่สนใจต้องการปรับปรุงดินหรือขอรับสารเร่ง พด. สามารถติดต่อได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินทั่วประเทศ หรือปรึกษาหมอดินอาสาในพื้นที่เพื่อรับคำแนะนำและตรวจวิเคราะห์ดินก่อนเริ่มฤดูกาลผลิตนี้

Related Post