รายการรับมือโลกที่เปลี่ยนไปวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ได้นำเสนอประเด็นทำไมต้องตลาดออร์แกนิกตอนที่ 3 โดยมีจักรพันธ์อภินันท์ เกษตรอำเภอพิบูลมังสาหาร , จุรีรัตน์ (คุณบุ๋ม )บุญวัน รองประธานตลาดสีเขียวพิบูลมังสาหาร , สุชัย เจริญมุขยนันท ดำเนินรายการ
สำนักงานเกษตรอำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยถึงความสำเร็จและแนวทางการดำเนินงานของ “ตลาดเกษตรสีเขียว” หรือตลาดอินทรีย์เทศบาลเมืองพิบูลมังสาหาร ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกเช้าวันจันทร์และเช้าวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 06.30 น. ถึง 12.30 น. บริเวณด้านหน้าที่ว่าการอำเภอพิบูลมังสาหาร ข้างศาลหลักเมือง โดยตลาดแห่งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของทางจังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัด และเทศบาลเมืองพิบูลมังสาหาร ที่ต้องการขับเคลื่อนการสร้างพื้นที่จำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ (Organic) ปลอดภัย ภายใต้สโลแกนส่งตรงจากฟาร์มสู่ผู้บริโภค ซึ่งปัจจุบันดำเนินงานเข้าสู่ปีที่ 4 และปีที่ 5 แล้ว จนสามารถสร้างฐานกลุ่มผู้บริโภคประจำและผู้ติดตามซื้อสินค้าได้อย่างเหนียวแน่น
คุณบุ๋ม รองประธานตลาดสีเขียวพิบูลมังสาหาร เปิดเผยว่า ครอบครัวของตนทำเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2544-2545 โดยเริ่มต้นจากการปลูกข้าว ผัก และผลไม้ สำหรับบริโภคในครัวเรือนและนำส่วนที่เหลือไปจำหน่ายในหมู่บ้าน แม้ในอดีตจะเคยเปลี่ยนรูปแบบไปทำเกษตรเคมีและเกษตรปลอดภัยที่ยังใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงอยู่บ้าง แต่หลังจากที่มารดารวมถึงตนเองได้มีโอกาสเข้าอบรมหลักสูตรเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) จึงเกิดความสนใจและค่อยๆ ปรับเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรกลับมาสู่ระบบอินทรีย์อย่างเต็มตัว จนกระทั่งได้รับจดหมายประชาสัมพันธ์จากสำนักงานเกษตรอำเภอพิบูลมังสาหารที่ลงพื้นที่เชิญชวนถึงในระดับตำบล จึงได้เข้าร่วมนำสินค้ามาวางจำหน่ายในตลาดแห่งนี้ ซึ่งสินค้าหลักในปัจจุบัน ประกอบด้วย ผักและผลไม้ตามฤดูกาล ไข่ไก่สดปลา ส้ม และข้าวอินทรีย์
ทางด้านหลักเกณฑ์การเข้าร่วมจำหน่ายสินค้าในตลาดเกษตรสีเขียว เกษตรกรที่สนใจจะต้องเดินทางมาเขียนใบสมัคร ณ สำนักงานเกษตรอำเภอพิบูลมังสาหาร โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องเป็นสวนเกษตรอินทรีย์หรือเกษตรปลอดภัยเท่านั้น หลังจากนั้นจะมีคณะกรรมการลงพื้นที่ไปตรวจประเมินแปลงอย่างละเอียด เพื่อตรวจสอบรายรายการสินค้า แหล่งที่มา และกระบวนการผลิตตามแบบฟอร์มมาตรฐานที่ได้รับอบรมมาจากกรมวิชาการเกษตร ทั้งนี้ยังมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ อาทิ สาธารณสุขอำเภอ ประมง และปศุสัตว์ ในการเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานสินค้าและสัตว์แต่ละชนิดร่วมด้วย โดยตลาดจะเน้นคัดเลือกสมาชิกที่ตั้งใจจริง สามารถมาจำหน่ายสินค้าได้อย่างสม่ำเสมอ และพยายามเลือกประเภทสินค้าไม่ให้ซ้ำกันเพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค หากเกษตรกรรายใดหันกลับไปใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต ก็จะไม่สามารถนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในตลาดแห่งนี้ได้อีก เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและสร้างความสบายใจให้แก่ผู้ซื้อ
อย่างไรก็ดี การทำเกษตรอินทรีย์ในปัจจุบันต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ส่งผลให้อากาศแปรปรวน โรคและแมลงศัตรูพืชระบาดมากขึ้น รวมถึงประสบปัญหาน้ำน้อย ทำให้ผลผลิตบางส่วนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เกษตรกรในกลุ่มจึงต้องปรับตัวด้วยการพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ระหว่างกัน รวมถึงศึกษาแนวทางการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยและวิธีควบคุมโรคพืชจากสื่อออนไลน์ เช่น ยูทูบ (YouTube) พร้อมเน้นย้ำว่าผักอินทรีย์แท้ต้องเติบโตตามฤดูกาล เช่น กะหล่ำปลีที่จะเติบโตได้ดีในช่วงฤดูหนาวราวเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม หากปลูกนอกฤดูกาลโดยไม่ใช้สารเคมีหรือฮอร์โมนเร่งโตเหมือนแปลงเคมี ผักก็จะไม่เจริญเติบโต ซึ่งผู้บริโภคต้องทำความเข้าใจในจุดนี้ นอกจากนี้ แม้จะมีบริษัทเอกชนเข้ามาติดต่อให้กลุ่มผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อการส่งออกไปยังต่างประเทศ แต่ทางกลุ่มจำเป็นต้องปฏิเสธเนื่องจากต้องประเมินศักยภาพและกำลังการผลิตของตนเอง ไม่ต้องการกดดันตนเองจนขาดความสุข และมุ่งเน้นการทำเกษตรเท่าที่กำลังความสามารถจะทำได้ โดยทางเกษตรอำเภอมีแนวทางสนับสนุนด้วยการเล็งเห็นความสำคัญในการสร้างและขยายเครือข่ายไปยังเกษตรกรกลุ่มใหม่ๆ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตและขับเคลื่อนตลาดสีเขียวให้เติบโตยิ่งขึ้น
คุณบุ๋มระบุเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ได้เข้าร่วมตลาดเกษตรสีเขียว ชีวิตความเป็นอยู่และรายได้ของเกษตรกรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างมากเนื่องจากมีตลาดรองรับสินค้าอินทรีย์ที่ชัดเจนทำให้ขายง่ายขึ้น นอกจากนี้ นอกเหนือจากการขายที่ตลาดในวันจันทร์และวันศุกร์แล้ว ทางกลุ่มยังได้มีการจัดทำแพลตฟอร์มการสื่อสารผ่านแอปพลิเคชันไลน์ (Line) โดยระบุเบอร์โทรศัพท์ติดต่อของสมาชิก เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถติดต่อสื่อสาร สั่งซื้อ หรือจองสินค้าล่วงหน้าได้ในวันอื่นๆ ตลอดทั้งสัปดาห์ ซึ่งเป็นการช่วยสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรได้อย่างต่อเนื่อง
สุดท้ายนี้อยากฝากถึงประชาชนและผู้บริโภคให้หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพของตนเองให้มากขึ้น เลือกรับประทานอาหารให้เป็นยา ซึ่งจากการพิสูจน์ในครอบครัวของตนเองที่ทำเกษตรอินทรีย์มาหลายปี พบว่าทุกคนมีสุขภาพร่างกายที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การสนับสนุนตลาดแห่งนี้นอกจากจะช่วยดูแลสุขภาพของผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นการช่วยปกป้องชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกให้ปลอดภัยจากการสัมผัสสารเคมีอันตรายอีกด้วย จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจแวะเวียนมาเลือกซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์หลากหลายรายการได้ตามวันและเวลาดังกล่าว หากมาสายสินค้าอาจจะหมดก่อน

