ข่าวด่วน
Wed. Jul 8th, 2026
หิ้วยา

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ที่ทำเอาสายท่องเที่ยวและเหล่านักช็อปต้องรีบหันมาตรวจสอบกระเป๋าเดินทางกันด่วน ๆ หลังจากรายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.45” ภายใต้หัวข้อ “หิ้วยา แต่อาจถูกหิ้วเข้าห้องขัง” ซึ่งออกอากาศเมื่อวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2569 ดำเนินรายการโดย นายสุชัย เจริญมุขยนันท ได้หยิบยกกรณีศึกษาของแอร์โฮสเตสไทยที่รับฝากหิ้วของไปยังประเทศออสเตรเลีย แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมเนื่องจากสิ่งของดังกล่าวกลายเป็นยาเสพติด มาร่วมพูดคุยเจาะลึกกับ นางสาวพลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) และ เภสัชกรหญิงวิภา เต็งอภิชาต เภสัชกรชำนาญการพิเศษ กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อกฎหมายและแนวทางปฏิบัติในการนำยาติดตัวเข้าออกนอกประเทศ 

นางสาวพลินี เปิดเผยว่า ปัจจุบันมักจะเห็นการโพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ในลักษณะรับหิ้วของ รับหิ้วยา หรือโฆษณาชวนเชื่อว่ายาตัวนี้ดีแต่ไม่มีขายในประเทศไทย ซึ่งประชาชนบางส่วนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องของความมีน้ำใจ หรือการอยากสรรหาสิ่งดี ๆ มาให้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การกระทำในลักษณะนี้อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติอาหารและยา ซึ่งเปรียบเสมือนก้าวขาข้างหนึ่งเข้าคุกไปแล้ว  วันนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้มาร่วมพูดคุยเจาะลึกกับทาง อย. เพื่อให้สายช็อปและสายหิ้วได้รู้เท่าทันว่าสิ่งใดทำได้หรือไม่ได้ 

ทางด้าน ภญ.วิภา ได้ชี้แจงโดยแยกออกเป็น 2 ประเด็นหลักอย่างชัดเจน ประเด็นแรกคือ กรณีการรับหิ้วยาเพื่อนำเข้ามาฝากหรือนำมาจำหน่ายต่อในประเทศ หากเป็นผลิตภัณฑ์ยาทั่วไป กฎหมายในบ้านเรามีการควบคุมอย่างเข้มงวดว่า การนำเข้ามาเพื่อประโยชน์ทางการค้าจะต้องได้รับอนุญาตและตัวผลิตภัณฑ์ยาต้องได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาอย่างถูกต้อง แต่หากยาที่หิ้วเข้ามาเป็นยากลุ่มควบคุม เช่น ยาเสพติดหรือวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท จะถือเป็นการนำเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาตทันทีตามประมวลกฎหมายยาเสพติด การหิ้วเข้ามาในปริมาณมาก ๆ เพื่อจำหน่ายต่อจึงเป็นสิ่งที่ห้ามทำโดยเด็ดขาด 

สำหรับประเด็นที่สอง กรณีการพกยาติดตัวเพื่อใช้รักษาโรคประจำตัวในการเดินทางเข้าออกประเทศ ภญ.วิภา ระบุว่า กฎหมายเปิดช่องให้สามารถทำได้ แต่ผู้เดินทางต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่ายาของตนเองจัดอยู่ในกลุ่มใด หากเป็นยารักษาโรคทั่วไป เช่น ยาความดัน หรือยาเบาหวาน ที่ไม่ได้ถูกควบคุมเป็นยาเสพติดหรือวัตถุออกฤทธิ์ จะไม่มีปัญหาในการพกพา แต่เพื่อความปลอดภัย (Safe) ควรเก็บยาไว้ในบรรจุภัณฑ์ดั้งเดิมที่มีฉลากครบถ้วน ระบุชื่อยาชัดเจน ไม่ควรแกะแบ่งเป็นเม็ดเปลือย ๆ ที่ตรวจสอบไม่ได้ และควรมีใบสั่งแพทย์ติดตัวไปด้วยเพื่อยืนยันความจำเป็นในการใช้ยา 

อย่างไรก็ตาม หากตรวจสอบแล้วพบว่ายาประจำตัวจัดอยู่ในกลุ่มยากลุ่มควบคุม เช่น ยาเสพติดให้โทษประเภทแก้ปวดรุนแรง (กลุ่ม Opioid อาทิ มอร์ฟีน) หรือยาลดน้ำหนักและยาแก้ไอที่มีส่วนผสมของโคเดอีน  กฎหมายกำหนดให้ต้องขออนุญาตทุกกรณีผ่านระบบออนไลน์ของกองควบคุมวัตถุเสพติด อย. (Permit for Traveller) ก่อนการเดินทาง โดยสามารถพกติดตัวออกไปได้ในปริมาณที่ใช้รักษาจริงไม่เกิน 90 วัน ส่วนยากลุ่มวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท เช่น ซูโดอีเฟดรีน (Pseudoephedrine) ที่เป็นยาแก้คัดจมูก หรือยาช่วยนอนหลับคลายความวิตกกังวลกลุ่มอัลพราโซแลม (Alprazolam) หากนำออกนอกประเทศไม่เกิน 30 วัน สามารถพกติดตัวไปได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ต้องมีใบสั่งแพทย์แนบประกอบ หากเกิน 30 วัน จำเป็นต้องยื่นขออนุญาตล่วงหน้าเช่นกัน นอกจากนี้ ผู้เดินทางยังต้องตรวจสอบกฎหมายของประเทศปลายทางด้วยว่ามีการควบคุมยาเหล่านั้นอย่างไร เนื่องจากแต่ละประเทศอาจมีข้อกำหนดที่แตกต่างกัน 

เมื่อถามถึงวิธีการตรวจสอบว่ายาประเภทใดได้รับการควบคุมหรือไม่ ภญ.วิภา แนะนำว่า ประชาชนสามารถสอบถามแพทย์ผู้จ่ายยา หรือเข้าไปสืบค้นรายชื่อสารควบคุมได้ที่เว็บไซต์ของกองควบคุมวัตถุเสพติด อย. ซึ่งในระบบออนไลน์จะมีไอคอนขนาดใหญ่ให้คลิกเข้าไปเพื่อตรวจสอบรายชื่อยา ยื่นขออนุญาต และดาวน์โหลดใบอนุญาตได้ทันที รวมถึงมีคลิปวิดีโอสั้นประมาณ 3 นาทีให้ความรู้แก่ประชาชน พร้อมกันนี้ยังได้เตือนกลุ่มยาสมุนไพรว่าต้องเช็คเช่นกันว่ามีสารสกัดที่เข้าข่ายวัตถุควบคุมหรือไม่ และควรพกพาในบรรจุภัณฑ์ที่ถูกต้องพร้อมใบรับรองแพทย์ ส่วนกรณีที่มีการเผลอพกพายาดมหรือยาหม่องที่มีส่วนผสมของกัญชาออกนอกประเทศ เนื่องจากเห็นว่าในประเทศไทยสามารถใช้ทางการแพทย์ได้นั้น ต้องระวังเป็นพิเศษเพราะในหลายประเทศยังคงสั่งห้ามและควบคุมกัญชาเป็นยาเสพติด ซึ่งอาจทำให้ถูกจับกุมและดำเนินคดีที่ต่างประเทศได้ 

ในส่วนของปัญหายาลดน้ำหนักหรือยานอนหลับที่ลักลอบขายตามสื่อสังคมออนไลน์ ภญ.วิภา เน้นย้ำว่า ยาเหล่านี้เป็นยากลุ่มควบคุมที่ต้องสั่งจ่ายและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์เท่านั้น การซื้อขายยาผ่านช่องทางออนไลน์หรือแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสต่าง ๆ ถือเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย และมีความเสี่ยงสูงมากที่จะได้รับยาปลอม ยาไม่ได้มาตรฐาน หรืออาจเกิดอันตรายถึงชีวิตจากอาการข้างเคียง  แม้ที่ผ่านมาทาง อย. จะมีความพยายามประสานงานเพื่อบล็อกคำสำคัญและปิดบัญชีออนไลน์ที่แอบอ้างขายยาเหล่านี้ไปเป็นจำนวนมาก แต่กลุ่มมิจฉาชีพก็มักจะเปิดบัญชีใหม่ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังพบปัญหาในกลุ่มเยาวชนที่ลักลอบซื้อยานอนหลับไปผสมกับน้ำต้มใบกระท่อมและน้ำหวาน (สี่คูณร้อย) เพื่อนำมาเสพ หรือกลุ่มอาชญากรที่ซื้อไปใช้ในการมอมยาเพื่อรูดทรัพย์และก่อเหตุอาชญากรรม ซึ่งสร้างปัญหาร้ายแรงต่อทั้งสุขภาพและสังคม 

สำหรับบทลงโทษทางกฎหมาย ภญ.วิภา ระบุว่า มีรายละเอียดแบ่งตามประเภท โดยยาเสพติดที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ทางการแพทย์และมีโทษรุนแรง เช่น ยาบ้า ยาไอซ์ หรือเฮโรอีน จัดอยู่ในยาเสพติดประเภท 1 จะมีฐานความผิดและอัตราโทษที่สูงมาก โดยหากเป็นการลักลอบนำออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี ขณะที่ยากลุ่มควบคุมที่ใช้ทางการแพทย์ (ประเภท 2 หรือ 3) แม้โทษจะต่างกันไป แต่หากนำเข้าหรือออกประเทศโดยไม่มีการขออนุญาตอย่างถูกต้อง ก็มีโทษจำคุกและต้องระวางโทษตามกฎหมายของทั้งประเทศไทยและประเทศปลายทางเช่นเดียวกัน 

ในช่วงท้ายของรายการ นางสาวพลินี ได้กล่าวสรุปบทเรียนและเตือนสติประชาชนว่า เรื่องยาเป็นสิ่งที่ “ไม่รู้ไม่ได้ และถ้ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็อาจจะไม่รอด” ประชาชนต้องสร้างนิสัย “เอ๊ะก่อนหิ้ว” เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพที่มักจะมาในรูปแบบของการฝากหิ้วของเพื่อหวังเงินค่าจ้าง แต่สุดท้ายต้องไปลงเอยในห้องขัง ด้าน ภญ.วิภา ได้ฝากความห่วงใยถึงประชาชนที่เดินทางไปต่างประเทศให้ศึกษาข้อมูลต้นทางและปลายทางอย่างถี่ถ้วน  หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ ทั้งยา เครื่องสำอาง หรือวัตถุออกฤทธิ์ สามารถสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ อย. หรือติดต่อสอบถามผ่านสายด่วน อย. 1556 ได้ตลอดเวลา ก่อนที่นายสุชัยจะกล่าวปิดรายการพร้อมย้ำเตือนให้ประชาชนตรวจสอบให้ดีก่อนรับหิ้วสิ่งของใด ๆ 

Related Post