ข่าวด่วน
Thu. Jul 23rd, 2026
geopark

อุบลราชธานี – ครม. เห็นชอบเสนอ “อุทยานธรณีอุบลราชธานี” เข้ารับการรับรองเป็นอุทยานธรณีโลกของยูเนสโก (UNESCO Global Geoparks)  ด้านผู้นำชุมชนและชมรมท่องเที่ยวพื้นที่อำเภอโพธิ์ไทร ร่วมถ่ายทอดความพร้อมและศักยภาพ ความยั่งยืนของ “วิถีคนโขง-วิถีคนดง” ผ่านรายการ UbonLive

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 รายการ UbonLive ช่วง Ubon Ratchathani Geopark ตอน “วิถีคนโขง วิถีคนดง” ออกอากาศผ่านการถ่ายทอดสดของเครือข่าย UbonConnect และสื่อท้องถิ่น โดยมี นสุชัย เจริญมุขยนันท เป็นผู้ดำเนินรายการ ได้ร่วมพูดคุยกับ วิจิตร จารุวงศ์ ประชาสัมพันธ์ชมรมเรือนำเที่ยวหาดสลึง และ เพลิน นาหว้า ผู้ใหญ่บ้าน บ้านนาหว้า ตำบลสำโรง อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อฉายภาพความสมบูรณ์ของมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรม local ในพื้นที่

นายสุชัย เจริญมุขยนันท ผู้ดำเนินรายการเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ให้เสนออุทยานธรณีอุบลราชธานี เข้ารับการรับรองเป็นอุทยานธรณีโลกของยูเนสโก (UNESCO Global Geoparks) เพื่อยกระดับมรดกทางธรณีวิทยา ธรรมชาติ และวัฒนธรรมของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว การศึกษา วิจัย และกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ตลอดจนสร้างความตระหนักในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยพื้นที่อุทยานธรณีอุบลราชธานีครอบคลุม 4 อำเภอ ได้แก่ โพธิ์ไทร, ศรีเมืองใหม่, โขงเจียม และสิรินธร รวมเนื้อที่ประมาณ 1,829 ตารางกิโลเมตร สำหรับกรอบเวลาขั้นตอนดำเนินการ จะมีการเสนอรายละเอียดให้สหประชาชาติ (UN) ในช่วงปลายปี 2569 จากนั้นประเมินพื้นที่ภาคสนามในปี 2570 ประกาศผลรอบคัดเลือกประมาณเดือนกุมภาพันธ์หรือกันยายน 2570 และคาดว่าจะมีการประกาศรับรองเป็นอุทยานธรณีโลกอย่างเป็นทางการในราวเดือนเมษายน 2571

ในส่วนของ “วิถีคนโขง” วิจิตร จารุวงศ์ ประชาสัมพันธ์ชมรมเรือนำเที่ยวหาดสลึง ได้กล่าวถึงจุดเด่นทางธรรมชาติของลุ่มน้ำโขงในพื้นที่อำเภอโพธิ์ไทรว่า มีแหล่งท่องเที่ยวและทรัพยากรทางธรรมชาติที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากมาย เช่น ปากบ้อง ซึ่งเป็นจุดแคบที่สุดของแม่น้ำโขงที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวนิยมมาจับปลา รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมระดับสากลอย่าง “สามพันโบก” โดยกลุ่มเรือนำเที่ยวมีบริการทริปร่องเรือที่พาเข้าถึงทุกจุดสำคัญ ทั้งแก่งหินสองฝั่งไทย-ลาว, แก่งหินสี, และต้นจามจุรียักษ์

ภายในเรือยังมีเยาวชนและนักเรียนในท้องถิ่นร่วมเป็นไกด์ให้ข้อมูลความรู้แก่นักท่องเที่ยวตามจุดต่างๆ พร้อมเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสความงดงามด้วยตนเอง ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และการสร้างงานให้กับเด็กและคนในชุมชนช่วงวันหยุด

ด้าน “วิถีคนดง” เพลิน นาหว้า ผู้ใหญ่บ้าน บ้านนาหว้า ตำบลสำโรง อำเภอโพธิ์ไทร ได้ถ่ายทอดความสำเร็จของการจัดการป่าชุมชนบ้านนาหว้า-นาเจริญ หรือ “ป่าชุมชนภูหินเหล็กไฟ” ซึ่งได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวถึง 2 ครั้ง โดยรางวัลครั้งที่สองคือ รางวัลสิปปนนท์ เกตุทัต (ประเภทความยั่งยืน) ในการรางวัลลูกโลกสีเขียวครั้งที่ 21 

ผู้ใหญ่เพลินเล่าว่า เริ่มแรกชุมชนร่วมกันจัดตั้งป่าชุมชนขึ้นเพื่อป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่าจากการทำพืชเดี่ยว และเพื่อเก็บรักษาป่าไว้ให้ลูกหลานโดยไม่ได้หวังรางวัล ต่อมาได้พัฒนากรอบการทำงานด้วยการสร้างเครือข่าย ทำแนวกันไฟ และจัดตั้ง “ฐานการเรียนรู้ในป่าชุมชน” เพื่อให้ชาวบ้านและนักเรียนเข้ามาศึกษา

ฐานเรียนรู้ดังกล่าวประกอบด้วย 6 ฐานหลัก ได้แก่ 1. ฐานข้อมูลป่าชุมชน 2. ฐานแร่เฟลด์สปาร์ 3. ฐานประโยชน์จากป่า 4. ฐานไม้พะยูง (ไม้ขะยูง) 5. ฐานสมุนไพร และ 6. ฐานหินเหล็กไฟ ซึ่งเป็นไฮไลท์สำคัญ สำหรับที่มาของชื่อ “ภูหินเหล็กไฟ” มาจากภูมิปัญญาบรรพบุรุษที่ใช้หินเก้าชั้น-สิบชั้นในพื้นที่ นำมากระทบกับเหล็กพร้อมใช้นุ่นและกระบอกไม้ไผ่เพื่อให้เกิดประกายไฟสำหรับจุดไฟหุงต้มและล่าสัตว์ ปัจจุบันชุมชนมีความพร้อมสูงมาก มีการฝึกอบรมเยาวชน มัคคุเทศก์น้อย และคณะกรรมการชุมชนให้สามารถบรรยายให้ความรู้แก่ผู้มาเยือน ที่ผ่านมามีคณะศึกษาดูงานจากทั้งในประเทศ โรงเรียนต่างๆ รวมถึงคณะจากต่างประเทศกว่า 15 ประเทศ เช่น แอฟริกาใต้ จีน และญี่ปุ่น เดินทางมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้

นอกจากนี้ ผู้ใหญ่บ้านบ้านนาหว้ายังเน้นย้ำว่า ผลลัพธ์ของการอนุรักษ์ป่าเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะความมั่นคงทางอาหาร ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ชาวบ้านไม่ได้รับความเดือดร้อนด้านอาหารเพราะสามารถพึ่งพาอาหารธรรมชาติ เช่น เห็ดและของป่าจากป่าชุมชนได้ และเชื่อมั่นว่าความพร้อมของชุมชนทั้งโซนดงและโซนโขงในการร่วมมือกันรักษาและผสานบูรณาการธรรมชาติ จะเป็นฐานรากสำคัญที่ทำให้พื้นที่พร้อมรับการประเมินเป็นอุทยานธรณีโลกอย่างแน่นอน

Related Post