ข่าวด่วน
Wed. Aug 19th, 2026
ลดหน้าจอเด็ก

รายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว” EP.48 ในหัวข้อ “ลดหน้าจอเด็ก เพิ่มพลังสมอง” เมื่อวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2569 ได้ร่วมพูดคุยถึงวิกฤตผลกระทบจากหน้าจอต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย โดย พลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) ระบุเปิดประเด็นว่า ปัจจุบันหน้าจอมือถือเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเด็กทุกช่วงเวลา ทั้งการดูการ์ตูน คลิป เล่นเกม เรียนออนไลน์ และค้นหาข้อมูล แม้โลกโซเชียลมีเดียจะมีประโยชน์ด้านการเรียนรู้ แต่ก็แฝงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม การกลั่นแกล้งออนไลน์ และข้อมูลลวง ทางโคแฟคจึงไม่ได้ตั้งคำถามเพียงแค่ว่าเด็กควรใช้โซเชียลมีเดียหรือไม่ แต่เน้นเรื่องการใช้อย่างเหมาะสม สมดุล และการสร้างกิจกรรมเสริมทักษะ สมาธิ จินตนาการ และพลังการเรียนรู้

ทางด้าน สุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ซึ่งร่วมขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กถ้วนหน้า นโยบายสวัสดิการหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัย และนโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นความกังวลว่า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในชุมชนพบสถานการณ์เด็กอายุ 2–3 ขวบเข้าศูนย์ฯ แล้วไม่ยอมพูด สมาธิสั้น และบางรายกลายเป็นเด็กใบ้ ซึ่งเป็นผลกระทบที่ชัดเจนอย่างยิ่ง หัวใจสำคัญของมาตรการคือการลดหน้าจอในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบให้ได้ แม้องค์การอนามัยโลกจะเคยออกคู่มือแนวปฏิบัติระบุให้งดหน้าจอก่อน 2 ขวบ ให้ความสำคัญกับการนอน และลดพฤติกรรมเนือยนิ่งมาตั้งแต่ปี 2562 แต่ตลอดช่วงที่ผ่านมาการขับเคลื่อนเรื่องนี้ในสังคมไทยยังเกิดขึ้นน้อยมาก สุดใจชี้ว่าการลดหน้าจอเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องเพิ่มเรื่อง “การอ่านและการเล่น” ที่เชื่อมโยงกันเพื่อพัฒนาศักยภาพสมอง

ผู้จัดการแผนงานฯการอ่านฯ อธิบายถึงกลไกทางสมองเพิ่มเติมว่า สมองเด็กต้องการกระบวนการที่ช้าเพื่อเชื่อมโยงเส้นใยประสาทและเดนไดรต์ แต่การอยู่หน้าจอมือถือนิ่งๆ ทำให้เซลล์สมองและการเรียนรู้กระจัดกระจาย ขาดจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ นำไปสู่พฤติกรรมเนือยนิ่ง เสี่ยงต่อโรค NCDs และการรับอัลกอริทึมที่มีความรุนแรงซ้ำๆ จนมองเป็นเรื่องปกติ ช่วงปฐมวัยตั้งแต่ในครรภ์จนถึง 5–6 ขวบ (หรือตามเกณฑ์สากลถึง 8 ขวบ) สมองพัฒนาได้สูงสุดมากกว่า 80–85% แต่ที่ผ่านมาเด็กไทยมีพัฒนาการล่าช้ากว่า 30% โดยเฉพาะด้านภาษาและการสื่อสาร ซึ่งกรมอนามัยมีคำแนะนำให้เด็ก 1–3 ปี เคลื่อนไหวออกกำลังกายสะสมอย่างน้อย 180 นาที และเด็ก 3–4 ปีขึ้นไปควรออกกำลังกายระดับปานกลางถึงหนัก 1 ชั่วโมงต่อวัน แต่กลับขาดมาตรการรองรับจริงจัง จึงเกิดการรวมตัวของกว่า 20 องค์กร ภายใต้ชื่อ “เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาวะดิจิทัล” (T-DiWELL) ซึ่งมีโคแฟคร่วมด้วย

ในมิตินโยบาย สุดใจระบุว่าได้ยื่นข้อเสนอให้พรรคการเมืองผลักดันสวัสดิการหนังสือ 3–5 เล่มประจำบ้านหรือรับขวัญเด็กแรกเกิด และให้บุคลากรทางการแพทย์แนะนำพ่อแม่ให้อ่านหนังสือแบบมีปฏิสัมพันธ์ พร้อมยกตัวอย่างงานวิจัยในพื้นที่ภัยสงครามอย่างซีเรียและเลบานอนที่พบว่า การจัดพื้นที่เพียง 1 ตารางเมตรให้เด็กได้อ่าน เล่น หรืออยู่กับของเล่นที่คุ้นเคยวันละ 15 นาที สามารถช่วยเยียวยาบาดแผลทางใจเรื้อรัง (PTSD) ได้ ทั้งนี้ ได้ชื่นชมกรุงเทพมหานครภายใต้การนำของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ที่มีโครงการมอบหนังสือให้เด็กแรกเกิดในโรงพยาบาลสังกัด กทม. เกือบ 20,000 ครอบครัว และมีนโยบายให้โรงเรียนในสังกัด กทม. เก็บโทรศัพท์มือถือระหว่างเรียน

นอกจากนี้ นางสุดใจยังได้เผยผลการดำเนินโครงการนำร่องที่ท้าทายครูให้อ่านหนังสือภาพวันละ 4 รอบ รอบละ 4 เล่ม เชื่อมโยงกับ 6 สาระการเรียนรู้และทักษะการรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล (MIDL) โดยครูอ่านอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่แต่งเติม ซึ่งพบว่าภายใน 3 สัปดาห์ เด็กเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเห็นได้ชัด เช่น เด็กเลิกทะเลาะกัน หันมากล่าวขอบคุณและขอโทษ รู้จักความหลากหลายทางวัฒนธรรม จัดการห้องเรียนได้เอง และครูหันมารับฟังเข้าใจอารมณ์เด็กมากขึ้น พร้อมยกตัวอย่างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านพระคุณ จ.สุรินทร์ ที่เคยเปิดโทรทัศน์หลายจุดจนเด็กอารมณ์รุนแรง แต่เมื่อปรับมาใช้กิจกรรมการอ่านและพาเด็กไปสัมผัสของจริง เช่น การปลูกผัก เด็กวัย 3 ขวบที่เคยติดจอและร้องไห้หนักก็กลับมาพูดคุยและหายจากอาการติดจอภายใน 7–8 เดือน โดยย้ำเตือนว่าการเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้เป็นฉากหลัง (Background TV) ก็ส่งผลเสียทำลายสมองเด็กเช่นกัน

เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ สุดใจระบุว่าหลายประเทศมีมาตรการเข้มงวด เช่น สิงคโปร์ห้ามมีโทรทัศน์ในศูนย์เด็กเล็กและจำกัดการใช้จอในเด็กต่ำกว่า 18 เดือน ออสเตรเลียประกาศห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ฝรั่งเศสห้ามใช้ที่อายุ 15 ปีและแนะนำงดจอเด็ดขาดก่อน 3 ขวบ สหรัฐอเมริกาอนุญาตเฉพาะวิดีโอคอลเพื่อการมีปฏิสัมพันธ์ ส่วนจีนมีการบล็อกตั้งแต่ต้นทาง ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงด้านเทคโนโลยีส่วนใหญ่ไม่ให้ลูกเข้าถึงหน้าจอจนกว่าจะพ้นช่วงอายุ 13–15 ปี สำหรับแนวทางในครอบครัว แนะนำว่าหากเป็นไปได้ควรให้เด็กอยู่ห่างจากจอจนถึงอายุ 5–6 ขวบ และกำหนดกติกาช่วงเวลาปลอดหน้าจอ เช่น ระหว่างรับประทานอาหาร เพราะเด็กปฐมวัยต้องการการเรียนรู้แบบมนุษย์สู่มนุษย์ผ่านแววตา น้ำเสียง และอ้อมกอด ซึ่งพ่อแม่สามารถเริ่มอ่านหนังสือและร้องเพลงให้ฟังได้ตั้งแต่ทารกในครรภ์อายุ 6 เดือน โดยปัจจุบันมีตัวอย่างพื้นที่ที่ขับเคลื่อนธนาคารหนังสือ เช่น ที่สุนีย์ทาวเวอร์ จ.อุบลราชธานี รวมถึงใน จ.ลำปาง

ในช่วงท้าย พลินี และ สุดใจ ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของเครือข่ายT-DiWELL ภายใต้การสนับสนุนของสสส. ที่กำลังพัฒนาหลักสูตรปฐมวัยด้าน MIDL การสานพลังกับเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลกเพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อสุขภาวะ และการเปิดพื้นที่ให้เด็กโตเข้ามามีส่วนร่วม พร้อมฝากถึงผู้ปกครองว่าก่อนเด็กอายุ 12 ปี ควรเน้นกิจกรรมทางกาย สุขภาพกาย สุขภาพจิต และปัญญาผ่านการเล่นและการอ่านให้มากที่สุด สุชัย เจริญมุขยนันท ผู้ดำเนินรายการ ได้กล่าวสรุปปิดท้ายโดยเชิญชวนให้ทุกครอบครัวและทุกภาคส่วนร่วมมือกันปรับพฤติกรรมง่ายๆ ด้วยการลดหน้าจอ แล้วหันมาอ่านและเล่นกับเด็กให้มากขึ้นเพื่อร่วมสร้างเด็กที่มีคุณภาพต่อไป

Related Post