เครือข่ายกินสบายใจจัดวงเสวนาในรายการรับมือโลกที่เปลี่ยนไป EP.16 นมแม่ สร้างคนสร้างชาติ ขับเคลื่อนประเด็นการพัฒนาศักยภาพสมองและสุขภาวะเด็กผ่านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยมี สุชัย เจริญมุขยนันท ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ เปิดประเด็นถึงความสำคัญของนมแม่ต่อโครงสร้างสมองของเด็กที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เพื่อรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งสะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันที่กระบวนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ยังเผชิญกับข้อจำกัดทางสังคมหลายด้าน
ผศ.ดร.จริยา วิทยะศุภร ที่ปรึกษาโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี เลขานุการมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสถิติระดับสากลว่า อัตราการกินนมแม่อย่างเดียวล้วน ๆ โดยไม่ให้น้ำเสริมตลอด 6 เดือนแรกทั่วโลกอยู่ที่ร้อยละ 47 ขณะที่เป้าหมายกำหนดไว้ที่ร้อยละ 60 ซึ่งนมแม่ถือเป็นอาหารที่สมบูรณ์ที่สุดและเป็นระบบอาหารแรกของชีวิตมนุษย์ที่ธรรมชาติออกแบบมาให้เซลล์สมองพัฒนาได้เต็มที่ นักวิชาการทั่วโลกต่างยืนยันว่าการส่งเสริมนมแม่เป็นการลงทุนพัฒนาศักยภาพมนุษย์ที่คุ้มค่าที่สุด อย่างไรก็ตาม อัตราดังกล่าวยังมีอุปสรรคสำคัญจากอิทธิพลของตลาดนมผสม ความรอบรู้ของพ่อแม่ที่ยังไม่ทั่วถึง และปัญหาทางสังคม
สำหรับประเทศไทย สถิติการเริ่มให้นมแม่ในชั่วโมงแรกเคยแตะร้อยละ 50 ในปี 2548 ก่อนจะลดลงต่อเนื่อง และเริ่มกลับมาก้าวกระโดดในปี 2559 จากการรณรงค์อย่างจริงจังของหน่วยงานภาครัฐ ทั้งนี้ สปอตประชาสัมพันธ์ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ยังระบุข้อมูลสนับสนุนว่า นมแม่ย่อยง่าย ลดปัญหาโคลิก ท้องอืด ช่วยให้แม่ฟื้นตัวเร็ว ลดความเสี่ยงโรคร้าย อีกทั้งมีสเต็มเซลล์ (Stem Cell) และสารสร้างภูมิคุ้มกันที่นมชนิดอื่นไม่มี ช่วยประหยัดค่ารักษาพยาบาล และการผลิตน้ำนมยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญลดไขมันของแม่หลังคลอดได้เป็นอย่างดี
ดร.จริยา ระบุเพิ่มเติมถึงแนวทางขับเคลื่อนให้ครบวงจร 4–5 ด้าน โดยเริ่มตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์ตามแนวทางบันได 10 ขั้นสู่ความสำเร็จของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ขององค์การอนามัยโลก โดยเฉพาะการกระตุ้นให้เกิดสายสัมพันธ์แม่ลูกและการดูดนมครั้งแรกทันทีหลังคลอด ซึ่งช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำนม สำหรับปัญหาข้อจำกัดเรื่องกฎหมายลาคลอดของไทยที่ให้สิทธิ์ 3 เดือน ทำให้แม่ต้องเตรียมความพร้อมในการบีบเก็บน้ำนมแช่ตู้เย็นไว้ให้ผู้ดูแล เนื่องจากสถิติทั่วประเทศพบว่าเด็กประมาณร้อยละ 70 ต้องอาศัยอยู่กับปู่ย่าตายายเพราะแม่ไปทำงานส่วนกลาง จึงจำเป็นต้องผลักดันเชิงนโยบาย ทั้งการจัดตั้งศูนย์เด็กเล็กใกล้บ้านและใกล้ที่ทำงานที่มีคุณภาพร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกรุงเทพมหานคร รวมถึงการมีมุมนมแม่ในสถานประกอบการ
ขณะที่ เกษแก้ว เกตุพันธุ์พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการ ศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี เปิดเผยถึงการทำงานในระดับพื้นที่ว่า ตัวเลขเด็กที่ได้กินนมแม่ในพื้นที่ตนเองมีเพียงร้อยละ 40 ซึ่งสอดคล้องกับสัดส่วนเด็กที่ได้อาศัยอยู่กับแม่ ส่วนอีกร้อยละ 50 อยู่กับปู่ย่าตายาย นอกจากนี้ แม้กรมอนามัยจะลงนามความร่วมมือ (MOU) กับระบบขนส่งในการส่งน้ำนม แต่แม่ในพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในสายงานเกษตรกรรม ไม่มีมุมนมแม่ให้บีบเก็บเหมือนสถานประกอบการทั่วไป ประกอบกับผู้สูงอายุที่บ้านประสบความยุ่งยากในการเตรียมน้ำนมสต๊อก อีกทั้งระบบบริการในโรงพยาบาลมีการปรับเปลี่ยนภาระงานระหว่างห้องคลอดกับหลังคลอด จึงต้องอาศัยการประสานงานของเครือข่ายชุมชน เช่น ทีม 3 หมอ และทีม CG/PCU เข้ามาดูแลแม่และเด็กแรกเกิด
สำหรับการแก้ปัญหาในพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดอย่างอำเภอโพธิ์ไทร เกษแก้ว ชี้แจงว่า เกิดจากความเข้มแข็งของชุมชนที่มองว่าเด็กทุกคนเป็นสมบัติล้ำค่าของชุมชน โดยเริ่มดูแลตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ มีการจ่ายวิตามินโฟลิก ดูแลตลอดการตั้งครรภ์ และเมื่อคลอดบุตรจะมีทีมอุ้มชูรับขวัญจากท้องถิ่นมาร่วมดูแล สอดรับกับที่ ผศ.ดร.จริยา เสริมว่า อำเภอโพธิ์ไทรเป็นต้นแบบที่วัฒนธรรมชุมชนร่วมมือกันเข้มแข็ง โดยในปีนี้ มูลนิธิศูนย์นมแม่ฯ และ สสส. ได้เลือกจังหวัดอุบลราชธานีเป็นพื้นที่ต้นแบบขับเคลื่อนระบบอาหารและโครงการ “BF ด้วยใจ โรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่ลูก” โดยวางระบบให้ทุกโรงพยาบาลมีตู้แช่นมฝาก จากนั้นส่งต่อไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อส่งมอบนมแม่ต่อไปยังชุมชน
ในช่วงท้ายของการเสวนา ผู้ดำเนินรายการได้กล่าวถึงข้อความสะท้อนปัญหาจากบุคลากรสาธารณสุขด่านหน้าที่ทำงานมากว่า 37 ปี ซึ่งระบุว่าเด็กส่วนใหญ่ต้องอยู่กับตายายและถูกป้อนข้าวเร็วกว่ากำหนด จากผู้ชมรายการ โดย ผศ.ดร.จริยา ย้ำว่า ต้องไม่หมดหวังและต้องเร่งสร้างกระบวนการส่งนมทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เช่น การอบรมแม่ก่อนไปทำงาน การส่งน้ำนมผ่านระบบรถไฟหรือไปรษณีย์ไทยอย่างถูกวิธี พร้อมชี้ว่าในยุคที่เด็กเกิดน้อย บุคลากรสาธารณสุขและระบบสนับสนุนจากส่วนกลางต้องลงไปโค้ชถึงระดับครัวเรือน
ทั้งนี้ ผศ.ดร.จริยา และ เกษแก้ว ได้ร่วมกันรณรงค์ทิ้งท้ายให้สังคมมองเด็กเป็นลูกหลานของชุมชน และให้ความสำคัญกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวล้วน ๆ 6 เดือนแรกโดยไม่เสริมน้ำ ก่อนจะให้นมแม่ควบคู่อาหารตามวัยต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 2 ปีหรือนานกว่านั้น พร้อมเชิญชวนแม่ที่มีประสบการณ์เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงช่วยเหลือแม่มือใหม่ เพื่อร่วมกันสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพตั้งแต่วันแรกของชีวิต

