ข่าวด่วน
Sat. Oct 17th, 2026
ginsabaijai organic

รายการ “รับมือโลกที่เปลี่ยนไป” EP.19 ดำเนินรายการโดย นายสุชัย เจริญมุขยนันท ได้จัดวงเสวนาจับเข่าคุย 4 ขุนพลแนวหน้าเกษตรอินทรีย์เมืองอุบลราชธานีในโครงการกินสบายใจ เพื่อสะท้อนการทำงานตลอดห่วงโซ่อาหารปลอดภัยที่มุ่งสร้างความมั่นคงทางอาหารและสุขภาวะของคนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

นายธวัชชัย นนทะสิงห์ ผู้จัดการกินสบายใจช็อป เปิดเผยว่า การดำเนินงานด้านการตลาดของกินสบายใจทำมาเกือบ 13 ปี โดยเริ่มต้นจากการจับมือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในจังหวัดอุบลราชธานี มีโมเดลการตลาดหลัก เช่น ตลาดกินสบายใจที่ห้างสุนีย์ที่เปิดต่อเนื่องมา 12 ปีในทุกวันเสาร์ ตลาดที่โรงพยาบาลมะเร็งทุกวันพุธ รวมถึงการกระจายสินค้าเข้าสู่ตู้ผักในห้างสรรพสินค้า ตลาดชุมชน ตลาดบุณฑริก ตลอดจนการปรับตัวสู่รูปแบบตลาดรถพุ่มพวงเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคหลากหลายมิติ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่นิยามความสำเร็จระยะสั้น แต่คือความยั่งยืนที่สร้างรายได้จริงและก่อกำเนิดเป็นชุมชน โครงการได้สร้างปรากฏการณ์และอิมแพ็กขนาดใหญ่ในอุบลราชธานี ทำให้ตลาดออร์แกนิกโดดเด่นและเปลี่ยนผู้บริโภคให้เป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) แม้ตลอดการทำงานจะพบปัญหาหมุนเวียนเรื่องขายไม่ได้ กฎกติกาการผลิต หรือการผลิตไม่ทันความต้องการของตลาด แต่ก็แก้ไขด้วยการสื่อสารและการปรับพฤติกรรมของเกษตรกรในการวางแผนร่วมกัน พร้อมย้ำว่าวงการออร์แกนิกเป็นระบบเปิดที่ทุกคนสามารถเข้ามาทำได้ แต่ต้องสร้างความตระหนักรู้ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเป็นที่ตั้ง

นางสาวคนึงนุช วงศ์เย็น หัวหน้าโครงการกินสบายใจ กล่าวว่า ภาพรวมของโครงการไม่ได้มีแค่ตลาดเขียว แต่ครอบคลุมการฝึกอบรม การตรวจแปลง และการรับรองมาตรฐานอินทรีย์ โดยมีการอบรมเกษตรกรปีละประมาณ 6 รุ่น รุ่นละ 40 คน รวมผู้เข้าร่วมกิจกรรม 500–600 รายต่อปี และมีเกษตรกรผ่านการรับรองมาตรฐานพื้นที่แล้วราว 1,800 ราย ทั้งกลุ่มข้าว ผัก ผลไม้ และปศุสัตว์ ด้านการตลาดมีจุดจำหน่ายทั้งแบรนด์กินสบายใจและตลาดเครือข่ายรวมประมาณ 15 จุดในอุบลราชธานี รวมถึงช่องทางออนไลน์ นอกจากนี้ยังทำงานขับเคลื่อนระดับตำบลร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต.) เพื่อนำผลผลิตอินทรีย์ไปใช้ในอาหารกลางวันเด็กนักเรียน เหตุผลที่ผลักดันมาได้ถึง 13 ปี เป็นเพราะตนเองเป็นลูกหลานชาวนาและเห็นว่าเกษตรกรในอดีตมีเพียงราว 10% เท่านั้นที่อยู่รอดได้จริงจากอาชีพนี้ จึงมุ่งหวังสร้างความเป็นไปได้ที่จับต้องได้

สำหรับอุปสรรคนั้น นางสาวคนึงนุชระบุว่า การส่งเสริมอินทรีย์ต้องเริ่มจากการปรับทัศนคติ ซึ่งได้บทเรียนว่าไม่สามารถไปเปลี่ยนคนที่ไม่อยากเปลี่ยนได้ แต่จะทำงานร่วมกับกลุ่มคนที่พร้อมเปลี่ยน ได้แก่ ผู้ป่วย คนที่มีคนรอบข้างป่วย และคนที่ตระหนักว่าวิถีเดิมไม่ใช่ทางรอด ส่วนปัญหาด้านการผลิต เกิดจากการตั้งเป้าอยากได้ผลผลิตจำนวนมากแบบกะทันหัน อยากส่งขายตลาดกรุงเทพฯ จนลืมสร้างความมั่นคงทางอาหารในพื้นที่ โครงการจึงแก้ด้วยการทำตลาดแบบกระจายตัวในทุกตำบล เชื่อมผู้ผลิตและผู้บริโภคในพื้นที่เดียวกัน ปฏิเสธการขยายตลาดแบบก้าวกระโดดหรือการดีลกับห้างร้านใหญ่ๆ โดยไม่ตั้งราคาสูงเกินไปแต่มุ่งเน้นการแบ่งปัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดคือ เกษตรกรสามารถมีรายได้พึ่งพาตนเองได้ไม่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำของจังหวัด จากการทำสวนและออกมาขายสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง โดยในปีนี้สร้างมูลค่าหมุนเวียนกว่า 12 ล้านบาทในกลุ่มเครือข่าย พร้อมฝากข้อคิดเตือนใจว่าอย่าโลภกับผืนดิน พืชพรรณ หรือคู่ค้า ให้บริโภคแต่พอดี หันมาดูผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเริ่มต้นช้าลงเพื่อดูแลคุณภาพชีวิตตนเอง

ด้านนายเอกลักษณ์ นพรัตน์ ผู้ประสานงานโรงเรียนกินสบายใจ ระบุถึงการทำงานในส่วนโรงเรียนตลอดกว่า 10 ปี ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนเข้าร่วม 7 แห่ง แบ่งการทำงานออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะแรกมุ่งแก้ไขปัญหาทุพโภชนาการ เด็กผอม เด็กแคระแกร็น เพื่อให้อิ่มท้องด้วยอาหารปลอดภัย สนับสนุนแปลงผักในโรงเรียน ระยะที่สองเชื่อมโยงโรงเรียนกับชุมชนและผู้ปกครอง เพื่อทำความเข้าใจเรื่องโภชนาการ ระยะที่สามสร้างระบบอาหารในชุมชน ดึงผลผลิตอินทรีย์จากเกษตรกรเข้าสู่โครงการอาหารกลางวัน และระยะที่สี่เป็นการต่อยอดสร้างทักษะชีวิต ท่ามกลางอุปสรรคสำคัญจากสภาพแวดล้อมภายนอก เช่น อาหารหวานมันเค็ม น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ สารเคมีและยาฆ่าแมลงตกค้างในพืชผักตามท้องตลาดทั่วไป และพฤติกรรมเด็กที่ติดเกมหรืออยู่แต่ในโลกออนไลน์ ทางโครงการจึงทำงานร่วมกับครู จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ เช่น ตลาดนัดสีเขียวในโรงเรียนที่ให้เกษตรกรนำผักปลอดภัยมาขายแก่ผู้ปกครอง และปรับเมนูอาหารโรงเรียน เช่น ก๋วยเตี๋ยวที่ไม่ให้เด็กปรุงเครื่องปรุงรสเพิ่ม จนเด็กเริ่มเข้าใจ ไม่ปฏิเสธรสชาติธรรมชาติ และปรับพฤติกรรมการกินเพื่อป้องกันโรค NCDs และโรคอ้วนในระยะยาว

ขณะที่ ดร.พรรณี เสมอภาค นักวิชาการโครงการ ชี้ให้เห็นถึงมิติเชิงนโยบายและโครงสร้างว่า โครงการมีชื่อเต็มในการขับเคลื่อนระบบอาหารที่ยั่งยืนเพื่อสุขภาวะ ด้วยการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ตลอดห่วงโซ่ สร้างความมั่นคงทางอาหาร และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ รวมถึงภัยสงคราม การขับเคลื่อนต้องสร้างความรอบรู้ (Literacy) ด้านสุขภาพให้ผู้บริโภคควบคู่กับผู้ผลิต เพื่อไม่ให้เกิดภาวะโภชนาการล้นเกินจนกลายเป็นโรคเรื้อรัง การทำงานร่วมกันระหว่างภาคประชาสังคม เกษตรกร และผู้ประกอบการ ได้ส่งผลให้เกิดการผลักดันเชิงนโยบายตั้งแต่ระดับจังหวัด เช่น การประกาศอุบลราชธานีแห่งเกษตรอินทรีย์ จนพัฒนาไปสู่แนวคิด “อุบลเมืองอยู่ดี” ซึ่งภาครัฐได้รับไม้ต่อนำบทเรียนของโครงการบรรจุเข้าสู่แผนงบประมาณจังหวัดและแผนปฏิบัติการปกติ ทั้งนี้ การทำงานตามแนวทางยุทธศาสตร์กฎบัตรออตตาวาของ สสส. จำเป็นต้องอาศัยความต่อเนื่องของงบประมาณ ความอิสระทางความคิด และการสร้าง “พื้นที่กลาง” ให้ทุกภาคส่วนเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาร่วมกัน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและศักยภาพในการรับมือกับวิกฤติต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมั่นคง

Related Post