ข่าวด่วน
Wed. Jun 10th, 2026
mindmonth

ดร.สุภาภรณ์ ศรีธัญรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 พร้อมด้วย คุณกฤษณ์ ลำพุทธา หัวหน้างานสื่อสารสุขภาพจิต ได้ร่วมพูดคุยในรายการ UbonLive ช่วง Mind Month Talk ‘วงเล่า เบาใจ’ ดำเนินรายการโดย คุณสุชัย เจริญมุขยนันท ซึ่งออกอากาศผ่านหลายช่องทางออนไลน์ เพื่อรณรงค์เนื่องในเดือนแห่งสุขภาพใจ ภายใต้แคมเปญ “สุขภาพใจเริ่มได้ทันที” เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนหันกลับมาสำรวจและดูแลจิตใจของตนเองโดยไม่ต้องรอให้เกิดวิกฤต

ดร.สุภาภรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ปัญหาสุขภาพจิตในประเทศไทยว่า ปัจจุบันไทยเผชิญปัญหาไม่น้อย โดยมีอัตราผู้ป่วยซึมเศร้าเกือบร้อยละ 10 และมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายกว่าร้อยละ 5 อีกทั้งยังพบปัญหาความเครียดสูงในกลุ่มวัยทำงาน รวมถึงจำนวนผู้ติดยาเสพติดที่เพิ่มขึ้นถึง 5 แสนคนเมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อน นอกจากนี้ สถิติการพยายามฆ่าตัวตายของคนไทยเฉลี่ยสูงถึงวันละ 9 คน หรือในทุก ๆ 2 ชั่วโมงจะมีคนพยายามฆ่าตัวตาย 7 คน ขณะที่สถิติการฆ่าตัวตายสำเร็จเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 15 คน หรือทุก 2 ชั่วโมงจะมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน 

ซึ่งเป็นตัวเลขที่เกินเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งเป้าไว้ไม่เกิน 8 คนต่อแสนประชากร (ปัจจุบันอยู่ที่ 7.8 ต่อแสนประชากร) ข้อมูลเหล่านี้นำไปสู่มติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 2 ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน ที่มอบหมายให้กรมสุขภาพจิตดำเนินงานรณรงค์เรื่อง Mind Month เพื่อให้ประชาชนกลับมาดูแลใจตัวเองทันทีโดยไม่ต้องรอให้ว่างหรือรอให้พร้อม

ด้านคุณกฤษณ์ กล่าวถึงบทบาทการสื่อสารว่า ทางศูนย์ฯ และกรมสุขภาพจิตต้องการทำลายกำแพงความกลัวของประชาชน เนื่องจากหลายคนมองว่าการพบจิตแพทย์หรือขอรับคำปรึกษาเป็นเรื่องน่ากลัว เป็นเรื่องของคนป่วยหรือความอ่อนแอ ทำให้ต้องเก็บความทุกข์ไว้คนเดียว แคมเปญนี้จึงอยากเปลี่ยนให้เรื่องสุขภาพจิตเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คุยกันได้ง่าย ๆ เริ่มจากการคุยกับคนรัก ครอบครัว หรือเพื่อนที่ไว้วางใจ การยอมรับว่าตัวเองไม่ไหวและบอกเล่าความเหนื่อยล้าไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นความกล้าหาญที่จะก้าวออกจาก Safe Zone มาหารับกำลังใจหรือมุมมองดี ๆ จากคนรอบข้างที่รับฟังโดยไม่มีการตัดสิน

สำหรับภาวะ “สมองบอกไหวแต่ใจบอกพัก” นั้น คุณกฤษณ์อธิบายเปรียบเทียบเหมือนแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือที่ถูกใช้งานมาทั้งวันจนพลังงานอ่อนแรง การปิดเครื่องหรือชาร์จแบตไม่ได้ทำให้มือถือพัง แต่เป็นการเติมพลังเพื่อสู้ต่อ ซึ่งในสังคมปัจจุบันมีกลุ่มคนที่ต้องฝืนตนเองหลัก ๆ คือ กลุ่มคนหาเช้ากินค่ำที่ต้องสู้ชีวิตจนเกิดความเครียด สะสมผลกระทบต่อร่างกายทำให้นอนไม่หลับ และกลุ่มคนทำงานออฟฟิศที่เผชิญภาวะหมดไฟ (Burnout) 

ซึ่งสังเกตได้ง่าย ๆ จากการตื่นนอนแล้วไม่อยากไปทำงาน มีความรู้สึกเฉยชา อ่อนแรง ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพงานและความสัมพันธ์ ขณะที่ ดร.สุภาภรณ์ ได้ช่วยขยายความในมุมมองของผู้บริหารเพื่อแยกแยะระหว่างความขี้เกียจกับภาวะใจล้าว่า ความขี้เกียจหรือการทำงานไม่สำเร็จอาจเกิดจากการแบ่งเวลาไม่สมดุลและการลำดับความสำคัญของงานไม่ได้ แต่ภาวะสมองบอกไหวแต่ใจบอกพักของคนทำงาน คือการที่พยายามทำงานอย่างเต็มที่ตามหน้าที่และเป้าหมาย แต่กลับมีเรื่องกวนใจเข้ามาแทรกซึม เช่น ความขัดแย้งกับคนรัก หรือการรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจ จนทำให้หมดพลังใจและไม่มีสมาธิ เป็นเส้นบาง ๆ ที่คนทำงานต้องหันกลับมาเช็คระดับแบตเตอรี่ชีวิตของตนเองว่าอยู่ในระดับเขียวหรือแดงที่ต้องชาร์จแล้ว

ดร.สุภาภรณ์ ได้ให้สัญญาณเตือนที่ประชาชนสามารถสังเกตตนเองได้ โดยแบ่งเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ สัญญาณทางกาย เช่น นอนไม่หลับ หลับ ๆ ตื่น ๆ หรือนอนเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม (นอน 10 ชั่วโมงก็ยังเพลีย) ปวดหัวตึ๊บ ๆ บ่อยตรงท้ายทอยหรือกระบอกตา รวมถึงอาการอาหารไม่ย่อย ซึ่งเมื่อไปพบแพทย์กลับไม่พบโรคทางกาย สัญญาณทางอารมณ์ เช่น ใจแกว่ง จากคนใจเย็นกลายเป็นคนหงุดหงิดง่าย ฉุนเฉียว หรือดิ่งเศร้าอย่างไม่มีสาเหตุ อ่อนไหวง่าย ใครพูดอะไรก็อยากร้องไห้ และ สัญญาณทางพฤติกรรม เช่น การแยกตัว ไม่อยากคุยกับใคร ไม่อยากไปไหน ดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น หรือกินจุบจิบตลอดเวลา ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์ควรรีบหันกลับมาทบทวนตนเอง อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกคนจะรู้เท่าทันตนเอง คนรอบข้างจึงมีส่วนสำคัญมากในการช่วยสังเกตและตักเตือนกัน

ทั้งนี้ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 ได้แนะนำเทคนิคในทางปฏิบัติหากเริ่มพบสัญญาณเตือน โดยระบุหลักการว่า “เหนื่อยก็พัก หนักก็วาง” ประกอบด้วย 3 เทคนิคสำคัญ คือ 1. เทคนิคการหายใจ เพื่อดึงสติและเพิ่มออกซิเจนให้ร่างกาย โดยหายใจเข้าท้องพองนับ 1-4 กั้นหายใจนับ 1-4 และผ่อนหายใจออกท้องยุบนับ 1-4 2. เทคนิคการรวบรวมสติอยู่กับปัจจุบัน (สูตร 5-4-3-2-1) ประกอบด้วย 5 มองดูสิ่งของรอบตัว 5 อย่าง, 4 ใช้มือสัมผัสสิ่งของ 4 อย่าง, 3 ใช้หูฟังเสียงรอบข้าง 3 เสียง, 2 ใช้จมูกดมกลิ่น 2 กลิ่น และ 1 ใช้ลิ้นรับรสชาติ 1 อย่าง เช่น การดื่มน้ำเปล่า ซึ่งประสาทสัมผัสทั้ง 5 จะช่วยดึงสมองที่ฟุ้งซ่านให้กลับมานิ่งได้อย่างรวดเร็ว และ 3. เทคนิคการตั้งขอบเขต (Freedom ในการจัดการชีวิต) เช่น ตั้งกฎว่าจะไม่นำงานกลับไปทำที่บ้าน หรือวางมือถือไม่คุยเรื่องงานระหว่างรับประทานอาหารกับครอบครัว เพื่อสร้างสมดุลและเรียนรู้ที่จะรักตัวเอง

ขณะเดียวกัน คุณกฤษณ์ ได้เสนอเทคนิคเพิ่มเติมสำหรับคนยุคปัจจุบันที่เครียดจากการเสพสื่อผ่านหน้าจอด้วยสูตรสายตา 20-20-20 คือเมื่อจดจ่อหน้าจอ 20 นาที ให้พักสายตาหันไปมองสิ่งของหรือคนที่รักในระยะ 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที เพื่อให้สมองโล่งโปร่ง พร้อมทั้งเน้นย้ำแนวคิด 3 . ทางสุขภาพจิต ได้แก่ สอดส่องมองหา สังเกตคนรอบข้างและคนรักว่ามีสีหน้าพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ ใส่ใจรับฟัง ฟังความทุกข์และปัญหาอย่างเป็นมิตร อบอุ่น และไม่ตัดสิน และ ส่งต่อเชื่อมโยง แนะนำและส่งต่อเข้าสู่ระบบบริการเฉพาะทางเมื่อปัญหานั้นเกินกว่าที่คนรอบข้างจะเยียวยาได้ เช่น โรงพยาบาล คลินิกจิตเวช หรือสื่อออนไลน์ต่าง ๆ

ในช่วงท้ายของรายการ ดร.สุภาภรณ์ และคุณกฤษณ์ ได้เล่าถึงกรณีตัวอย่างที่สะท้อนภาวะนี้ โดยคุณกฤษณ์ยกตัวอย่างคนใกล้ตัวในที่ทำงานที่ปกติแต่งหน้าสวยงามและพูดคุยดี แต่เริ่มเปลี่ยนไปจนน้อง ๆ ในทีมสังเกตเห็นและทักทาย ทำให้พี่คนดังกล่าวฉุกคิดและกลับมาจัดสรรเวลาทำงานกับเวลาส่วนตัว ขณะที่ ดร.สุภาภรณ์ เล่าถึงเคสเด็กนักเรียนเรียนดีคนหนึ่งที่เผชิญความกดดันและความคาดหวังสูงจากครอบครัว จนสมองสั่งการให้ฝืนสู้สอบให้ได้คะแนนดีเพื่อไม่ให้พ่อแม่เสียใจ แต่ลึก ๆ ใจกลับล้าจนเริ่มไม่อยากไปโรงเรียนและรู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอ ซึ่งเมื่อศูนย์ฯ เข้าไปเป็นตัวกลางพูดคุยสะท้อนปัญหา ก็ช่วยให้ครอบครัวเกิดความเข้าใจและปรับสมดุลร่วมกันได้

ดร.สุภาภรณ์ ได้ฝากคำถาม 3 ข้อให้ผู้ฟังนำไปถามตัวเองเพื่อเช็คใจ คือ 1. ฉันเหนื่อยเรื่องอะไรอยู่ไหม 2. ฉันกำลังฝืนอะไรอยู่หรือเปล่า 3. ฉันยังไม่ได้ดูแลตัวเองเรื่องอะไร พร้อมทิ้งท้ายข้อคิดสำคัญว่า “คนทีดูเข้มแข็งที่สุดอาจจะกำลังเหนื่อยที่สุด และเราไม่จำเป็นต้องรอให้ใจพังก่อนค่อยดูแล การยอมให้อ่อนแอบ้างไม่ใช่ความพ่ายแพ้ ชีวิตที่มีความหมายไม่ได้แปลว่าต้องมีความสุขตลอดเวลา แต่คือการไม่ทอดทิ้งตัวเอง”

สำหรับผู้ที่ต้องการประเมินสภาพจิตใจ สามารถใช้งานระบบประเมินความเครียด ซึมเศร้า และภาวะหมดไฟได้ที่เว็บไซต์ “สุขภาพจิต.com” ซึ่งจะทราบผลประเมินทันที หรือติดต่อสายด่วนสุขภาพจิตโทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมงที่เบอร์ 1323 รวมถึงสามารถนัดหมายรับบริการหรือติดตามข้อมูลข่าวสารที่เป็นมิตรได้ทาง Facebook Messenger ของศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 (ตั้งอยู่ในรั้วเดียวกับโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์)

Related Post