รายการรับมือโลกที่เปลี่ยนไป ตอนที่ 10 ประจำวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2569 ได้ร่วมพูดคุยกับผู้ขับเคลื่อนระบบอาหารปลอดภัยในจังหวัดอุบลราชธานี นำโดย ณชลิดา ถมยาปริวัติ นักโภชนาการชำนาญการ โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี และวันวิสา อุปถัมภ์ จากวันสบายฟาร์ม โดยมีสุชัย เจริญมุขยนันท เป็นผู้ดำเนินรายการ เพื่อสะท้อนถึงความสำคัญของการมีตลาดออร์แกนิกและการส่งเสริมการบริโภคอาหารอินทรีย์ในกลุ่มผู้ป่วยและประชาชนทั่วไป
คุณวันวิสา อุปถัมภ์ หรือคุณเบียร์ เจ้าของวันสบายฟาร์ม เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นในการเข้าสู่วงการเกษตรอินทรีย์ว่า เกิดจากการที่ธุรกิจเดิมเริ่มมีความลงตัวแล้ว จึงอยากหาธุรกิจใหม่ทำและได้ไปศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติม จนได้มารู้จักกับกลุ่ม “กินสบายใจ” และได้เริ่มนำผลผลิตไปออกตลาด
ประสบการณ์สำคัญที่ทำให้ตระหนักถึงพิษภัยของสารเคมีเกิดขึ้นเมื่อตอนที่เพื่อนซึ่งทำเกษตรเคมีแนะนำให้ซื้อสารฟูราดานมาใส่หลุมปลูกพืช ซึ่งส่งผลให้เกิดกลิ่นเหม็นฉุนอย่างรุนแรงจนรู้สึกว่าร่างกายรับไม่ไหวและส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ ประกอบกับพฤติกรรมส่วนตัวเวลาไปเดินตลาดจะเลือกซื้อเฉพาะผักที่มีรูเพราะปลอดภัยกว่า เนื่องจากรับทราบว่าเกษตรกรบางกลุ่มที่ปลูกพืชหัว เช่น ไชเท้า หรือมันม่วง มักจะใช้สารเคมีรองก้นหลุมเพื่อป้องกันพยาธิและไส้เดือนดิน
ปัจจุบันวันสบายฟาร์มได้ขยายช่องทางจำหน่ายไปสู่ตลาดออนไลน์และแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าเก่าที่รักสุขภาพติดตามมาซื้ออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ที่สนใจวิธีการปลูกพืชอินทรีย์ เช่น เมลอน และมะเขือเทศ ซึ่งเบียร์ยังทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำแนะนำและถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้บริโภค ให้เกิดความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างผักอินทรีย์และผักไฮโดรโปนิกส์ โดยชี้ให้เห็นว่าผักอินทรีย์มีรสชาติหวานกรอบตามธรรมชาติ และหากมีรสขมก็เป็นขมจากธรรมชาติที่ปลอดภัยและสามารถรับประทานได้
ทางด้าน ชลิดา ถมยาปริวัติ หรือคุณเพลิน นักโภชนาการชำนาญการ โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี กล่าวถึงความเป็นมาของตลาดสีเขียวในโรงพยาบาลว่า ได้เริ่มทดลองเปิดตลาดมาตั้งแต่ปี 2561 ก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งตลาดแห่งนี้ได้รับความสนใจจากผู้ป่วยและญาติอย่างล้นหลามตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงเที่ยง เนื่องจากผู้ป่วยโรคมะเร็งมักประสบปัญหาภาวะทุพโภชนาการ การได้รับอาหารที่ปลอดภัยและไร้สารเคมีตกค้างจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง
โดยในปี 2569 นี้ โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานีได้ยกระดับการดูแลผู้ป่วยด้วยการใช้ข้าวอินทรีย์ 100% ทั้งข้าวสวยและข้าวกล้องในการปรุงอาหารทุกมื้อให้กับผู้ป่วย โดยเฉพาะข้าวกล้องสำหรับผู้ป่วยเบาหวานและโรคมะเร็ง ขณะที่ส่วนประกอบประเภทพืชผักในปัจจุบันยังคงเลือกใช้เป็นอาหารปลอดภัย (Safe Food) ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการตรวจสอบสารเคมีตกค้างจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานีเป็นประจำทุกเดือน
อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลได้วางแผนเชิงรุกสำหรับปี 2570 โดยตั้งเป้าหมายจะปรับแผนการจัดซื้อวัตถุดิบอาหารและเพิ่มสัดส่วนการใช้พืชผักและวัตถุดิบเกษตรอินทรีย์ให้ได้ถึง 30% ผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างด้วยการคำนวณปริมาณความต้องการใช้ล่วงหน้าตลอดทั้งปี เช่น ไข่ไก่และเนื้อหมู เพื่อกำหนดไว้ในเงื่อนไขการประมูล (TOR) ว่าบริษัทที่จะเข้ามาประกวดราคาจะต้องรับซื้อวัตถุดิบเกษตรอินทรีย์จากเครือข่ายเกษตรกร ซึ่งสาเหตุที่ไม่สามารถตั้งเป้าหมายเป็น 100% ได้ในทันทีเนื่องจากติดขัดข้อจำกัดด้านงบประมาณ ราคา และข้อตกลงในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างที่ต้องมั่นใจว่าเกษตรกรจะมีกำลังการผลิตที่ต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานียังมีนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ เช่น “เค้กข้าว” ที่ทำจากแป้งข้าวกล้องและข้าวไรซ์เบอร์รีอินทรีย์บด ผสมน้ำมันรำข้าว ซึ่งเป็นความตั้งใจของทางโรงพยาบาลที่ไม่ได้มุ่งเน้นผลกำไรเชิงธุรกิจ แต่ต้องการเอื้อประโยชน์และสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์อย่างแท้จริงโดยไม่มีการเรียกเก็บค่าพื้นที่ใดๆ
นอกจากนี้ ในช่วงท้ายของการสนทนา ผู้ร่วมรายการได้สะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริงของการทำเกษตรอินทรีย์เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคม โดยระบุว่าแม้คนทั่วไปจะมองว่าการทำเกษตรอินทรีย์ไม่มีต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลง แต่ในความเป็นจริงแล้วมีต้นทุนการผลิตและต้นทุนการจัดการที่สูงกว่าเกษตรเคมีมาก
ยกตัวอย่างเช่น การปลูกผักบุ้งเคมีจะใช้เวลาเพียง 12-15 วัน โดยใช้ปุ๋ยยูเรียและรดน้ำก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ แต่ในระบบอินทรีย์ต้องใช้ปุ๋ยหมักธรรมชาติปริมาณมหาศาล รวมถึงต้องใช้เวลาในการหมักปุ๋ยและเตรียมแปลงปลูกอย่างพิถีพิถัน เช่น การนำทางมะพร้าวมาสับหมักทำปุ๋ยร่วมกับน้ำมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งต้องใช้เวลาหมักและผสมน้ำตามอัตราส่วนและจำนวนวันที่กำหนดจึงจะนำไปรดพืชผักได้
อีกทั้งกระบวนการผลิตยังต้องผ่านระบบการตรวจประเมินมาตรฐานอินทรีย์อย่างเข้มงวดจากหลากหลายภาคส่วน เครือข่ายเกษตรกรจึงคาดหวังให้ภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยประสานงานและขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจังในระดับชาติ เพื่อสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคเปิดใจและเห็นคุณค่าของผลผลิตอินทรีย์ ซึ่งจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจและรายได้ให้เกษตรกรมีกำลังใจในการผลิตอาหารปลอดภัยต่อไป
ขณะที่ผู้ดำเนินรายการได้กล่าวสรุปปิดท้ายว่า การร่วมมือกันดูแลสุขภาพของผู้คนผ่านการบริโภคอาหารที่ปลอดภัยตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดการเจ็บป่วย ถือเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างสูงสุดและดีกว่าการสร้างสถานพยาบาลเพื่อมารักษาในภายหลัง
ตอบแบบสอบถามเพื่อพัฒนารายการได้ที่

