กรณีปัญหาภัยไซเบอร์ที่ลุกลามจนกลายเป็นด้านมืดของโลกออนไลน์ ล่าสุดในรายการโคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.43 หัวข้อ “สภาผู้บริโภค ฟ้องเฟซบุ๊กปมปัญหาโฆษณาลวงซ้ำซาก” นำโดยสุชัย เจริญมุขยนันท ผู้ดำเนินรายการ พร้อมด้วย สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Cofact ประเทศไทย และสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค ได้ร่วมกันตีแผ่เบื้องหลังคดีประวัติศาสตร์ หลังจากที่สภาองค์กรของผู้บริโภคได้นำทีมผู้บริโภคไปยื่นฟ้องร้องต่อศาลแพ่ง ดำเนินคดีกับแพลตฟอร์มระดับโลก ทั้ง Facebook, LINE, Apple, Google และรวมไปถึงธนาคารอีก 9 แห่ง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนไทยจากการถูกมิจฉาชีพหลอกลวงในหลากหลายรูปแบบ
สุชัย เจริญมุขยนันท เปิดเผยว่า สถานการณ์รอบตัวในปัจจุบันมีคนใกล้ชิดและผู้มีชื่อเสียงจำนวนมากตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพผ่านทาง Facebook ไม่ว่าจะเป็นการถูกหลอกให้รักจนสูญเสียทรัพย์สินแต่ไม่กล้าทำอะไรเพราะอายสังคม การซื้อของไม่ตรงปกหรือโอนเงินแล้วไม่ได้รับสินค้า รวมถึงการถูกปลอมแปลงตัวตนเพื่อหลอกขายสินค้าและยาสมุนไพรต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาทำได้เพียงแค่การแจ้งความเท่านั้น แต่เมื่อวานนี้ถือเป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่ผู้บริโภคไม่ทนอีกต่อไป และได้ร้องเรียนให้สภาองค์กรของผู้บริโภคเป็นตัวแทนยื่นฟ้องกลุ่มทุนแพลตฟอร์มและธนาคารพาณิชย์
ด้านสุภิญญา กลางณรงค์ ได้สะท้อนภาพรวมว่า ในอดีตเมื่อประมาณ 2 ทศวรรษที่แล้ว โซเชียลมีเดียเคยถูกมองว่าเป็นพื้นที่แห่งเสรีภาพและความหวังของพลเมือง แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นพื้นที่ด้านมืดที่มีแต่การก่ออาชญากรรม ข่าวลวง และโฆษณาหลอกลวง ขณะที่การกำกับดูแลจากภาครัฐกลับมีน้อยมาก
ในอดีตเคยมีความพยายามจะกำกับดูแลแพลตฟอร์มเหล่านี้แต่ก็ถูกกระแสสังคมคัดค้านเพราะกังวลเรื่องการลิดรอนเสรีภาพ ทว่าในวันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป แพลตฟอร์มปล่อยปละละเลยให้เกิดสิ่งทำร้ายประชาชน ส่วนหน่วยงานรัฐที่ควรดูแลความมั่นคงหรือแพลตฟอร์มการค้าและการขนส่งต่างพากันเงียบเฉย
การฟ้องร้องของสภาผู้บริโภคจึงเป็นทางออกสุดท้ายผ่านกระบวนการยุติธรรม เพื่อบีบให้แพลตฟอร์มตื่นตัว พร้อมทั้งเรียกร้องให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE), สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA), กระทรวงการคลัง, กระทรวงพาณิชย์ และ กสทช. ลุกขึ้นมาเป็นเจ้าภาพหลักในการใช้อำนาจเจรจาต่อรองกับแพลตฟอร์มข้ามชาติเพื่อปกป้องผลประโยชน์และความปลอดภัยของคนในประเทศ เนื่องจากปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับมหภาคและการสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจ
ขณะที่ สารี อ๋องสมหวัง ได้กล่าวรายละเอียดเชิงลึกว่า สภาผู้บริโภคได้ขับเคลื่อนเรื่องนี้มาตั้งแต่ปลายปี 2567 โดยเคยยื่นโนติสตรงถึง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เพื่อเรียกร้องให้เยียวยาผู้เสียหายกลุ่มแรกมูลค่าประมาณ 87 ล้านบาท พร้อมยื่นข้อเรียกร้อง 4 ข้อ คือ ให้เยียวยาผู้เสียหาย , ให้ Facebook จดทะเบียนเป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยไม่ใช่แค่โซเชียลเน็ตเวิร์ก เพราะมีการทำรายได้จากการขายโฆษณาและสปอนเซอร์เป็นจำนวนมาก โดยประเทศไทยมียอดจ่ายค่าโฆษณาเป็นอันดับ 10 ของโลก , ข้อสามคือให้เข้ามาตั้งนิติบุคคลในไทย ซึ่งปัจจุบัน Facebook มีเพียงจุดประสานงานในนาม Tilleke & Gibbins Digital Solutions Co, Ltd เท่านั้น และข้อสุดท้ายคือการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
ซึ่งทาง Facebook ได้ตอบกลับมาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ว่ามีสถานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว แต่ในส่วนข้อเรียกร้องอื่นๆ และปัญหากลุ่มมิจฉาชีพกลับไม่มีการแก้ไขจนเกิดปัญหาซ้ำซาก
สารีระบุต่อไปว่า การฟ้องคดีในครั้งนี้สภาผู้บริโภคได้อ้างอิงงานวิจัยเกี่ยวกับการฟ้องร้อง Facebook ทั่วโลก โดยนำร่องฟ้องร้องแทนกลุ่มผู้เสียหายที่ถูกหลอกลงทุนจำนวน 10 คน ซึ่งพฤติการณ์ของมิจฉาชีพจะเริ่มจากการยิงโฆษณาหลอกลวงผ่าน Facebook จากนั้นดึงเหยื่อเข้าสู่กลุ่ม LINE และให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันปลอมผ่าน App Store ของ Apple และ Play Store ของ Google
ซึ่งแพลตฟอร์มระดับโลกเหล่านี้ควรมีมาตรการคัดกรองแอปปลอมและแอปเงินกู้ผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด ยิ่งไปกว่านั้น คดีนี้ยังฟ้องร้องธนาคารอีก 9 แห่ง เนื่องจากมีกรณีสลดที่ผู้เสียหายรายหนึ่งซึ่งเป็นข้าราชการเกษียณ ถูกหลอกจนเงินในบัญชีกลายเป็นศูนย์สูญเสียไปกว่า 28 ล้านบาท และตรอมใจจนเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งทางสภาผู้บริโภคมองว่าธนาคารในฐานะผู้รับฝากเงินต้องร่วมรับผิดชอบ เนื่องจากไม่มีระบบแจ้งเตือนพฤติกรรมการโอนเงินที่ผิดปกติของลูกค้าเลย
สำหรับการดำเนินงานขั้นต่อไป สภาผู้บริโภคเตรียมนำข้อมูลผู้เสียหายรายใหม่ในช่วงมีนาคม 2567 ถึง 2569 จำนวนกว่า 3,700 ราย ไปเสนอต่อ ETDA เพื่อบีบให้ Facebook เข้ามาเจรจาเยียวยา
พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคที่เคยถูกหลอกลวง ไม่ว่าจะถูกหลอกให้รัก หลอกขายของ ซื้อทัวร์ หรือหลอกลงทุน สามารถรวบรวมหลักฐาน เช่น หน้าเพจที่ถูกหลอก หรือใบแจ้งความ เข้ามาเขียนคำร้องผ่านเว็บไซต์ของสภาองค์กรของผู้บริโภคเพื่อเข้าร่วมขบวนการฟ้องร้องได้ เนื่องจากสัญญาบริการมีอายุความยาวนานถึง 10 ปี พร้อมทั้งจัดแคมเปญรณรงค์ “ฉันก็โดนด้วยเหมือนกัน” เพื่อให้เหยื่อกล้าออกมาแชร์ประสบการณ์
ทั้งนี้ ศาลแพ่งได้นัดพิจารณานัดแรกในวันที่ 3 สิงหาคมนี้ ซึ่งทางสภาผู้บริโภคคาดหวังว่าจะชนะคดี เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่และขจัดปัญหาการปฏิบัติแบบสองมาตรฐานของแพลตฟอร์มระดับโลกที่มักยอมปฏิบัติตามกฎหมายในยุโรปหรือสิงคโปร์ แต่กลับละเลยความปลอดภัยของพลเมืองในแถบอาเซียน แม้ว่าสภาผู้บริโภคจะถูกตัดงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลที่ผ่านมติ ครม. จากเดิม 344 ล้านบาท เหลือเพียง 116 ล้านบาทก็ตาม แต่ก็ยืนยันจะทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนจากภาษีอากรอย่างเต็มที่

