บริษัท ข้าวแม่ จำกัด นำโดย คุณหญิงพรรณทอง มณีศิลป์ ได้จัดวงสนทนาหัวข้อ “วานิลลา แสงแรกแห่งสยาม” เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 โดยเชิญ ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์ มาร่วมแบ่งปันเคล็ดลับการปลูกวานิลลาเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรท้องถิ่นและเป็นหลักประกันชีวิตให้ข้าราชการก่อนเกษียณ
- สายพันธุ์และการตลาดทั่วโลก: วานิลลาในตลาดโลกมี 3 สายพันธุ์หลักคือ แพลนิโฟเลีย (60%), ตาฮิติ (15%) และปอมโปนา (14%) โดย ดร.ปิยะ แนะนำสายพันธุ์ตาฮิติเนื่องจากฝักไม่แตก สามารถตากแดดขายได้เลย ประหยัดแรงงานกว่าพันธุ์แพลนิโฟเลียที่บ่มยาก ปัจจุบันราคาฝักแห้งในไทยนิ่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 15,000–20,000 บาท มาตลอด 10 ปี นอกจากนี้ ในปี 2568 FAO ได้ประกาศห้ามใช้วานิลลาสังเคราะห์ในอาหารเนื่องจากเป็นสารก่อมะเร็ง ทำให้ความต้องการวานิลลาแท้สูงขึ้น
- อีสานทำเลทองของการปลูก: ภาคอีสานถือเป็นทำเลทองที่ดีที่สุดในไทย เนื่องจากพื้นที่ราบใหญ่ ที่ดินราคาถูก แรงงานหาง่าย และโอกาสเกิดโรคเชื้อราน้อยกว่าภาคอื่น โดยพื้นที่ที่ดีที่สุดคือ อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม
- โมเดลการลงทุนและเทคนิคเร่งผลผลิต: สำหรับพื้นที่มาตรฐาน 180 ตารางเมตร (72 ซุ้ม) ในไทยไม่จำเป็นต้องทำหลังคาพลาสติกเพราะช่วงติดดอกและฝักแก่อากาศแห้ง ทำให้ลดต้นทุนเหลือเพียงประมาณ 180,000 บาท ดร.ปิยะ เผยเคล็ดลับการปลูกก่อนสิ้นเดือนมิถุนายนเพื่ออาศัยนาฬิกาชีวิตของพืช จะช่วยให้วานิลลาตาฮิติติดดอกได้ภายใน 1 ปีครึ่ง (จากเดิม 3 ปีครึ่ง) สำหรับโรคพืชที่ต้องระวังคือโรครากเน่า ซึ่งป้องกันได้ด้วยการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาสม่ำเสมอ
- รายได้สูง-เหมาะเป็นหลักประกันวัยเกษียณ: ในพื้นที่ 72 ซุ้ม จะให้ผลผลิตเฉลี่ยขั้นต่ำ 72 กิโลกรัมฝักแห้งต่อปี หากขายประมาณกิโลกรัมละ 10,000 บาท จะสร้างรายได้สูงถึงประมาณ 720,000 บาทต่อปี โดยวานิลลามีอายุยืนยาวถึง 30–40 ปี เก็บเกี่ยวได้ปีละครั้ง โมเดลนี้จึงเหมาะที่สุดสำหรับข้าราชการที่เตรียมเกษียณอายุ โดยควรเริ่มปลูกก่อนเกษียณ 4 ปี เพื่อให้มีรายรับก้อนใหญ่เข้ามาเป็นหลักชีวิตในวันที่เกษียณพอดี

